องคมนตรีตรวจเยี่ยมและติดตามงานในพื้นที่สถานีวิจัยเกษตรหลวงแม่หลอดและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก จ.เชียงใหม่

วันที่ 12 มิถุนายน 2563 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวงเดินทางไปติดตามงานยังสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินงานหนึ่งใน 39 แห่ง ของมูลนิธิโครงการหลวง ตั้งอยู่ ต.สบเปิง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ปลูกเงาะที่สำคัญทางภาคเหนือ โดยชาวบ้านดั้งเดิมปลูกกาแฟ และชาเมี่ยง สถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดจึงพัฒนามาจากการเป็นศูนย์วิจัยและส่งเสริมกาแฟอาราบิกา ในปี พ.ศ. 2527 กรมวิชาการเกษตรพบการแพร่ระบาดของโรคราสนิมในพื้นที่อย่างรุนแรง เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากาแฟอาราบิกาบนพื้นที่สูง มีการสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา จึงเริ่มศึกษาวิจัยสายพันธุ์กาแฟอาราบิกาลูกผสม จำนวน 28 สายพันธุ์ คัดเลือกจนได้พันธุ์เหมาะสมต้านทานต่อโรคราสนิม กระจายปลูกยังพื้นที่ต่าง ๆ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 4 หย่อมบ้าน 222 ครัวเรือน เป็นชาวปกาเกอะญอและคนเมือง ในด้านการดำเนินการวิจัย มีการวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดของเสาวรสหวาน การวิจัยเปรียบเทียบสายพันธุ์มันเทศญี่ปุ่นที่เหมาะสมกับสภาพที่สูง และยังรวบรวม อนุรักษ์สายพันธุ์กาแฟ ไว้ถึง 162 สายพันธ์ จึงเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์กาแฟที่สำคัญของประเทศไทย โดยปลูกภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ผสมผสานกับพืชอื่น เช่น พริกไทย และกระวาน

นอกจากนี้โครงการหลวงแม่หลอด ยังส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย GAP เน้นการใช้ชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืช รายได้เกษตรกรจากการปลูกพืชในระบบของโครงการหลวง เฉลี่ยปีละ 67,000 บาท/คน พืชส่งเสริมสำคัญ ได้แก่ กาแฟอาราบิกา แตงกวาญี่ปุ่น มะเขือม่วงก้านดำ คะน้าฮ่องกง เสาวรสหวาน เคพกูสเบอร์รี ส้มคัมควอท ข้าวนาพันธุ์ไก่ป่า ถั่วขาว และยังมีส่งเสริมการเลี้ยงลูกสุกร โดยปัจจุบันเน้นพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์

  

ในด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยสภาพพื้นที่โดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำ มีน้ำตกหมอกฟ้า และลำน้ำปิงไหลผ่าน โครงการหลวงแม่หลอดจึงเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สร้างจิตสำนึกดูแลรักษาป่าต้นน้ำ ส่งเสริมการปลูกป่าชาวบ้านตามแนวพระราชดำริ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ส่งเสริมการปลูกไม้ผลยืนต้นเพื่อสร้างป่าและเป็นรายได้ ส่งเสริมยุวเกษตรกรโครงการหลวงเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการต่อยอดงานเกษตรชุมชนในอนาคต ดำเนินโครงการบ้านน่าอยู่ใน 20 ครัวเรือน และร่วมกับหน่วยงานภายนอกในการพัฒนาศักยภาพชุมชนป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด และคองคมนตรียังได้เน้นย้ำให้หน่วยงานร่วมในพื้นที่ ได้แก่ หน่วยงานด้านปกครอง ป่าไม้ ชลประทาน และพัฒนาที่ดิน ได้เข้าใจในแนวทางทำงานของโครงการหลวงตามพระราชประสงค์ขององค์นายกกิติมศักดิ์ทั้ง 2 พระองค์ เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเหมาะสม โดยภาระหน้าที่ร่วมกันในปัจจุบันคือ การจัดระเบียบพื้นที่ โดยแยกพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดการบุกรุกเพิ่ม โครงการหลวงจะทำหน้าที่ในการส่งเสริมการทำการเกษตรโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ มีการบำรุงรักษาดิน น้ำ มีระบบจัดการน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภค บริโภคอย่างเพียงพอ ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่บุกรุกป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย และมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนป่าในพื้นที่โครงการหลวงทุกแห่ง

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม องคมนตรีได้ร่วมปลูก “ต้นรวงผึ้ง” ต้นไม้ประจำรัชกาล และเยี่ยมชมกิจกรรมทอผ้าของกลุ่มแม่บ้าน และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่เกษตรกรปลูกและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ตะไคร้ต้น ตะไคร้หอม ไพร หว่านสาวหลงมะแข่วน ด้วยสมุนไพรเหล่านี้มีมูลค่าต่ำโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่มีปริมาณผลิตผลมาก โครงการหลวงจึงนำพืชกลุ่มนี้ไปกลั่นเป็นน้ำมันหอมระเหย พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยพยุงราคา ผลิตภัณฑ์เด่น ได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไล่ยุงและสุคนธ์บำบัด น้ำมันหอมระเหยจากมะแข่วน พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เจลอาบน้ำและสบู่ก้อน โดยในปี 2563 มีเกษตรกรเข้าร่วมกลุ่มปลูกและแปรรูปผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพร เพิ่มขึ้น 12 ราย

ในบ่ายวันเดียวกันองคมนตรี ได้เดินทางต่อไปยัง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศุนย์ที่กำเนิดในปี 2526 โดย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเยี่ยมราษฎรบ้านแม่สะป๊อก และพื้นที่ใกล้เคียง เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 และมีพระราชดำริให้กรมชลประทานจัดหาแหล่งน้ำ หลังจากนั้นจึงมีการสร้างฝายและระบบส่งน้ำผาตูบเพื่อใช้อุปโภคและบริโภคในบ้านแม่สะป๊อก และพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมา ในปี พ.ศ.2526 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโครงการหลวงแม่สะป๊อกขึ้นที่บ้านแม่สะป๊อก ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ที่มีการบุกรุกเพื่อทำไร่เลื่อนลอย และมีการปลูกฝิ่นอยู่บ้าง โครงการหลวงจึงได้เข้าไปส่งเสริมพัฒนาอาชีพและปัจจัยพื้นฐาน และในปี พ.ศ.2527 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จเทพรัตนสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่บ้านแม่สะป๊อก และพระราชทานพระราชดำริ ให้ดำเนินการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มรายได้และพัฒนาแหล่งน้ำทั้งอุปโภคและบริโภค หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2548 และ ปี พ.ศ.2555 ได้เสด็จเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวรชายแดนห้วยหอย ในพื้นที่บ้านห้วยข้าวลีบ หมู่ 19 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

ปัจจุบันโครงการหลวงแม่สะป๊อก มีประชากรในความรับผิดชอบจำนวน รวม 4 หมู่บ้าน (6 หย่อมบ้าน) จำนวน 756 ครัวเรือน เป็นชาวปกาเกอะญอ และคนเมือง มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอก พืชไร่ และปศุสัตว์ ภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย ทั้งระบบ GAP และระบบเกษตรอินทรีย์ พื้นที่ปลูก 317 ไร่ 238 โรงเรือน ที่ผ่านมาเกษตรกรในพื้นที่ ได้ส่งมอบผลผลิตให้กับโครงการหลวง มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท ผลผลิตหลัก ได้แก่ ผักกาดฮ่องเต้ คะน้าฮ่องกง สวิทเบซิล มะระหยก เสาวรสพันธุ์ไทนุง เคพกูสเบอร์รี งาดำ บัควีท และ กาแฟอาราบิกา นอกจากนี้ชุมชนบ้านห้วยข้าวลีบ ยังได้รับรางวัลชุมชนคาร์บอนต่ำและยั่งยืน ในระดับดีเยี่ยม หลังจากการประชุม องคมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลผลิตของศูนย์รวมทั้งกิจกรรม