การผลิตกาแฟอราบิก้าคุณภาพของโครงการหลวง

โดย ดร.สิทธิเดช  ร้อยกรอง, นายชัยวัฒน์ ชุ่มปัน  เรียบเรียง

หม่อมเจ้าภีศเดชรัชนี เล่าเรื่องในหนังสือโครงการหลวงมีความตอนหนึ่งว่า "เมื่อทรงตั้งโครงการหลวงแล้วไม่นานเวลาเสด็จประพาสต้นบนดอยก็ประกอบด้วยการปีนป่ายเขามากในเรื่องนี้ผมถูกพวกในวังที่ต้องเดินตามเสด็จฯ นินทามากมายว่านำเสด็จฯด้วยพระบาทไปเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ทอดพระเนตรต้นกาแฟเพียง 2 - 3 ต้น ซึ่งก็จริงอยู่แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งเองว่า การที่เสด็จฯไปนั้นทำให้ชาวเขาเห็นว่ากาแฟนั้นสำคัญ จึงสนใจที่จะปลูก บัดนี้กาแฟบนดอยมีมากมายและก็เริ่มต้นจาก 2 - 3 ต้นนั่นเอง"

กาแฟ 2 - 3 ต้นที่ว่านั้น มีเรื่องราวย้อนกลับไปในปีพ.ศ. 2517 ลุงพะโย ตาโร อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองหล่ม สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่เล่าว่าตอนนั้นเขายังเป็นคนหนุ่มที่พูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจึงได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่บ้านให้คอยรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำให้ลุงพะโยมีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวงอย่างใกล้ชิด

ลุงพะโยกล่าวว่า เมื่อมีรับสั่งถามถึงต้นกาแฟ จึงได้นำทางไปทอดพระเนตรทรงมีรับสั่งสอนให้มีการใส่ปุ๋ย และนำหญ้ามาใส่โคนต้น เมื่อลุงพะโยนำเมล็ดกาแฟถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าเมล็ดกาแฟมีความสมบูรณ์ดีและปลูกในพื้นที่ได้จึงมีรับสั่งให้ส่งเสริมการปลูกกาแฟโดยใช้เมล็ดที่นายพะโยนำมาถวายกลับคืนให้ชาวบ้านนำไปปลูกต่อ ต่อมาโครงการหลวงจึงได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกกาแฟและนำวิธีการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมดังนั้นทางกรมวิชาการเกษตรโดยการสนับสนุนจากระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาผ่านทางโครงการหลวงระหว่างปีพ.ศ. 2517-2522 ได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาพันธุ์กาแฟอาราบิก้าที่สามารถต้านทานโรคราสนิมที่ระบาดในแหล่งปลูกภาคเหนือของไทยต่อมาในปีพ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ขุนวาง (ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ในปัจจุบัน) และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพที่สูงของประเทศไทยเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นบนพื้นที่สูง

ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงมีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอราบิก้าในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์ รวมทั้งหมด 9,491 ไร่  เกษตรกร 2,602 ราย และเกษตรกรจำหน่ายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละประมาณ 400-500 ตันกาแฟกะลา ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้เป็นอย่างดี การพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟอราบิก้าของโครงการหลวงได้นำมาต้นแบบการผลิตกาแฟอราบิก้าจากประเทศโคลอมเบียมาใช้เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่ใกล้เคียงกับพื้นที่สูงของไทย โดยประเทศโคลัมเบียมีการพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟมายาวนานและได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟคุณภาพดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน"การปลูกกาแฟของโคลัมเบียจะปลูกบนพื้นที่สูง 1,200-1,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย 19-21.5 องศาเซลเซียส และจะปลูกต้นกล้วยควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นร่มเงาและรายได้จากกล้วย ร่มเงาจะทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งกาแฟอราบิก้าโคลัมเบีย เป็นกาแฟที่มีชื่อเสียง คุณภาพดี มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย ราคาสูง เป็นพืชที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก" 

กาแฟอราบิก้าโครงการหลวง

การพัฒนาการผลิตกาแฟอราบิก้าของโครงการหลวงมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพดีเทียบเท่ากาแฟที่ผลิตได้ในต่างประเทศ โดยพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกร การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวและแปรรูป จนถึงการตรวจสอบคุณภาพของผลผลิต

กาแฟพันธุ์อราบิก้าพันธุ์ต่างๆ ได้มีการวิจัย ทดสอบปลูกและได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงต่างๆ ปลูกเพื่อทดแทนพืชเสพติดและเป็นพืชรายได้มานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันสายพันธุ์คาติมอร์ เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการปลูกเนื่องจากสามารถเจริญเติบโตดี ทนทานต่อโรคราสนิมและให้ผลผลิตได้ดีในสภาพแวดล้อมบนดอยสูงของศูนย์พัฒนาโครงการหลวง

สภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟอราบิก้านั้น ความสูงของพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการให้คุณภาพกาแฟอราบิก้านั้นควรจะเป็นพื้นที่สูงตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไปเนื่องจากอากาศเย็นบนดอยสูง อุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18-22  องศาเซลเซียสจะช่วยให้เมล็ดกาแฟเจริญเติบโตและพัฒนาสารอาหารที่พอเพียงจนได้อายุพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวที่ 8-9 เดือน นอกจากนี้สภาพดินที่ปลูกกาแฟควรเป็นดินที่สามารถระบายน้ำได้ดีและความเป็นกรดด่างดิน (pH) อยู่ระหว่าง 5.0 -5.5 ปริมาณน้ำฝนควรอยู่ระหว่าง 1,500 -1,800  ม.ม.ต่อปีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ระหว่าง  70-80 % และความลาดชันของพื้นที่ไม่เกิน 45 องศา เพราะต้องพิจารณาถึงระยะปลูกให้เหมาะสมกับความลาดชันและการทำงานในสวนที่ง่ายและสะดวกของเกษตรกรด้วย

การปลูกและการปฏิบัติรักษาสวนกาแฟของเกษตรกร

การปลูกกาแฟด้วยระยะปลูกที่เหมาะสมกับลักษณะการเจริญเติบโตของสายพันธุ์ เช่น ต้นเตี้ย ต้นสูง และความกว้างของทรงพุ่ม นั้นเป็นสิ่งที่ต้องคำนึง เพื่อให้การใช้ประโยชน์ของพื้นที่ปลูกสูงสุด และสามารถเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ให้มากกว่าระบบเดิมที่ 2.0 x 2.0 เมตรได้ โดยสายพันธุ์กาแฟปัจจุบันสามารถปลูกระยะชิดขึ้น โดยระยะปลูกที่เหมาะสม เช่น1.5 x 1.5และ 1.5 x 2.0 เมตร โดยจะทำให้มีจำนวนต้นต่อไร่เท่ากับ 711 ต้น และ 533 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ หลุมปลูก ควรมีขนาด 50x50x50 เซนติเมตร นอกจากนี้ในบางพื้นที่ปลูกกาแฟอราบิก้าระบบเดิมนั้น เกษตรกรปลูกกาแฟไม่เป็นระเบียบ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการสวน เช่นปลูกชิดเกินไป หรือห่างเกินไปนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีผลต่อปริมาณและการให้ผลผลิตของต้นกาแฟได้เช่นในพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคราสนิม ไม่ควรมีระยะปลูกที่ชิดเกินไป

การปลูกกาแฟให้ได้คุณภาพและเกิดความยั่งยืนของระบบการผลิตกาแฟ เกษตรกรจะต้องปลูกภายใต้สภาพร่มเงา โดยให้มีร่มเงาได้ไม่เกิน 70% และควรมีการปลูกพืชสลับกับการปลูกกาแฟ เช่น การปลูกไม้ผล กล้วย หรือพืชยืนต้นตระกูลถั่ว เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคราสนิม และช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูกาแฟบางชนิดได้

การปลูกไม้ให้ร่มเงาแบบถาวรสำหรับสวนกาแฟควรเป็นพืชตระกูลถั่ว (leguminoceae hp.)เพราะใบไม้ที่ร่วงสามารถย่อยสลายเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ โดยระยะปลูกระหว่างแถวกาแฟควรปลูกที่ระยะ 6 x 6เมตร  9 x 9 เมตร หรือ12x12  เมตรขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ให้ร่มเงา 

การปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงา

ต้นกล้ากาแฟอราบิก้าที่มีคุณภาพจะเป็นต้นกล้าที่เกิดจากกระบวนการเพาะเมล็ดจากแหล่งเพาะเมล็ดที่น่าเชื่อถือ เมล็ดพันธุ์กาแฟที่ดีจะต้องเก็บจากต้นแม่พันธุ์ที่ทราบประวัติสายพันธุ์แน่นอน และคัดเลือกเก็บเมล็ดที่มีคุณภาพเพื่อนำไปเพาะให้ได้ต้นกล้าที่ตรงตามสายพันธุ์ การจัดการโรงเรือนที่มีคุณภาพดีที่ช่วยให้ต้นกล้าปลูกที่มีคุณภาพดีในพืชพันธุ์ใหม่โดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีกับวัสดุเพาะที่ดี ขนาดถุงเพาะที่เหมาะสมการตรวจสอบสุขภาพและการควบคุมแสง  รวมถึงการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองพันธุ์และเมื่อเกษตรกรปลูกกาแฟในสวนควรจะต้องทำแผนผังแปลงปลูกกาแฟของตัวเอง เช่น สายพันธุ์ วันที่ปลูก และจำนวนต้น เป็นต้น 

การเพาะกาแฟต้นกล้ากาแฟ

พื้นที่ปลูกกาแฟอราบิก้าต้องมีการวิเคราะห์ธาตุอาหารของดินก่อนปลูก ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ และปรับปรุงคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของกาแฟในแต่ละพื้นที่ปลูก การใส่ปุ๋ยต้องตามสภาพของดินที่ได้รับการวิเคราะห์แล้วทางด้านกายภาพ และเคมี            การใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูฝน ในพื้นที่ลาดชันควรทำร่องดินตอนเหนือของต้นกาแฟ ใส่ปุ๋ยแล้วกลบ (ทั้งนี้เพื่อป้องกันการถูกน้ำฝนชะล้าง)สำหรับพื้นที่ที่มีความลาดชันไม่มากนักให้ใส่ปุ๋ยรอบๆทรงพุ่มต้นกาแฟและใส่ปุ๋ยห่างจากโคนต้นเล็กน้อย

การให้ปุ๋ยกาแฟอราบิก้าต้องคำนึงถึงอายุต้น โดยต้นกาแฟในช่วงก่อนให้ผลผลิตจะต้องการธาตุอาหารเพื่อเร่งการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและกิ่ง เช่น ธาตุไนโตรเจน  และสำหรับต้นกาแฟที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ปุ๋ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อปี โดยเฉพาะต้นกาแฟที่ปลูกในร่ม แต่กาแฟที่ปลูกในที่แจ้ง ให้ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง โดยให้ปุ๋ยใน 2 ช่วงคือหลังออกดอก และ 2 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว  การให้ปุ๋ยกาแฟในฤดูฝน ควรใส่ปุ๋ยในบริเวณรอบต้น เป็นพื้นที่ครึ่งวงกลมตอนบนของต้น แล้วทำการกลบปุ๋ยเพื่อช่วยลดการชะล้างปุ๋ยของน้ำฝนเนื่องจากพื้นที่ปลูกกาแฟอราบิก้าส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ลาดชันก่อนการใส่ปุ๋ยต้องมีการกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอบริเวณใต้ต้นกาแฟ  โดยควรถอนด้วยมือบริเวณใต้ต้นกาแฟ เนื่องจากมีรากกาแฟอยู่ในระดับผิวดิน การใช้จอบสับหน้าดินจะทำให้รากกาแฟถูกกระทบกระเทือนได้ และให้ใช้วิธีการตัดหญ้าที่ระหว่างแถวกาแฟเพื่อรักษาความชื้นและหน้าดิน

การตัดแต่งกิ่งกาแฟโดยทั่วไปจะตัดแต่งกิ่งหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ โดยตัดเฉพาะกิ่งที่เสียหายจากการเก็บเกี่ยว กิ่งที่แห้งตาย รวมถึงผลที่แห้งติดอยู่บนต้นออกด้วย เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์โรคและแมลงลงและให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตและพร้อมสำหรับการออกดอกและติดผลในฤดูกาลถัดไป สำหรับต้นกาแฟที่มีอายุมาก ต้นโทรมและการให้ผลผลิตต่ำนั้น จะต้องปรับปรุงต้นโดยวิธีการตัดเพื่อสร้างลำต้นใหม่ ให้ตัดหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต หน่อใหม่จะแตกเมื่อได้รับแสงแดดเพียงพอ โดยรอบของการตัดกำหนดตัดทุกๆ 8 ปี หรืออาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์การให้ผลผลิตของต้นกาแฟ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4ส่วน หรือ 25% แล้วให้ทยอยตัดปีละ 1 ส่วน จนครบ 4 ส่วนซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทุกๆ ปี

เส้นทางเดินเก็บตัวอย่างดินการตัดเพื่อสร้างลำต้นใหม่

การประเมินการเกิดโรคและแมลงที่สำคัญในแปลงปลูกกาแฟ เช่น โรคราสนิม มอดเจาะผลกาแฟและหนอนเจาะลำต้นโดยมีผลที่เสียหายที่อาจจะเกิดจากการทำลายของโรคและแมลงจะร่วงใต้ต้นได้ไม่เกิน 5 ผล หรือเมื่อพบว่ามีการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูกาแฟอราบิก้ามากขึ้นให้ทำการกำหนดมาตรการจัดการระบบโรคและแมลงให้เหมาะสมเนื่องจากการทำลายของศัตรูพืชส่งผลต่อปริมาณผลผลิตและคุณภาพของกาแฟที่ผลิตได้              

การเก็บเกี่ยวผลกาแฟอราบิก้าเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีนั้นควรมีการบันทึกระยะการเจริญเติบโตของผลตั้งแต่ระยะเริ่มออกดอก เพื่อช่วยในการกำหนดระยะเวลาและปริมาณที่จะต้องเก็บเกี่ยวในแต่ละช่วงฤดู เกษตรกรจะเก็บผลที่สุกพอดีด้วยมือ (ผลนิ่ม  เมื่อบีบเมล็ดหลุดออกได้ง่าย) ไม่ควรเก็บผลที่สุกเกินไป ผลแห้ง หรือผลเขียว  เพราะจะส่งผลต่อคุณภาพด้านรสชาติของเมล็ดกาแฟเมื่อเก็บเกี่ยวผลกาแฟเสร็จแล้วควรนำไปสู่กระบวนการแปรรูปภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง เนื่องจากการทิ้งผลกาแฟไว้นานเกินไป จะเกิดกระบวนการหมักของเมล็ดกาแฟ ทำให้เมล็ดกาแฟที่กลิ่นเหม็นและรสชาติเปรี้ยว(บูด)  ในขั้นตอนของการโม่ผลกาแฟผลสด ควรลดปริมาณการใช้น้ำลง หลังจากการโม่ผลกาแฟต้องคัดเปลือกกาแฟออกให้หมด ล้างทำความสะอาด แล้วหมักเมล็ดกาแฟด้วยน้ำที่สะอาดประมาณ 24-36ชั่วโมง เพราะถ้าเมล็ดกาแฟที่อยู่ในน้ำที่ไม่สะอาดนานจะทำให้รสชาติที่ดีของกาแฟเปลี่ยนไป และเพิ่มโอกาสในการปนเปื้อนของเมล็ดกาแฟ หรือเกษตรกรอาจจะเลือกที่จะหมักเมล็ดกาแฟแบบไม่ใช้น้ำซึ่งสามารถกำจัดเมือกกาแฟได้ภายใน 16 ชั่วโมง(หมั่นตรวจว่าเมือกหุ้มกาแฟย่อยหมดหรือยัง  ถ้าหมดให้รีบล้างทันที)  และเพื่อให้คุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ผลิตได้ มีความสม่ำเสมอด้านคุณภาพ เกษตรกรควรรวมกลุ่มการแปรรูปในแต่ละหมู่บ้านซึ่งจะมีคุณภาพดีกว่าการผลิตเป็นรายเดี่ยวของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตกาแฟที่ต้องคำนึงถึงคือ น้ำทิ้งจากกระบวนการควรมีระบบควบคุม จัดเก็บและบำบัด เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่น้อยที่สุด เปลือกกาแฟสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก หรือใช้เลี้ยงไส้เดือนดินได้

การตากเมล็ดกาแฟควรมีโรงสำหรับตากเมล็ดกาแฟโดยทำเป็นลักษณะแคร่ยกสูงจากพื้นชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้ ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่าการตากแห้งบนพื้นซีเมนต์ถึง 2 ชั่วโมงและเมื่อกาแฟกะลาแห้งดีแล้ว จากการตรวจสอบความชื้นของกะลากาแฟแล้ว ควรเก็บในถุงบรรจุเมล็ดกาแฟที่ทำขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น กระสอบป่าน เพื่อช่วยในการระบายอากาศในขณะเก็บโรงเก็บกาแฟกะลาที่ตากแห้งแล้วต้องมีการถ่ายเทอากาศที่ดี  ไม่เหม็นอับ  และมีความชื้นสูง

การควบคุมและการตรวจสอบคุณภาพกาแฟโครงการหลวง

นอกเหนือจากการดูแล รักษา เอาใจใส่ทุกขึ้นตอนของเกษตรกรในพื้นที่แล้ว กระบวนการรับซื้อกาแฟกะลาจากศูนย์ฯ ต่างๆ ที่ส่งมายังงานตลาดกาแฟส่วนกลาง จะมีหลักเกณฑ์ในการตรวจคุณภาพของกาแฟกะลา  ดังนี้

-   กาแฟกะลา มีความชื้นไม่เกิน 7%  (กาแฟเมล็ด ไม่เกิน 13%)

-   กาแฟกะลาต้องสะอาด มีสีขาวอมเหลือง

-   ไม่มีกลิ่นเหม็นที่เกิดจากการหมักหรือกลิ่นอื่น ๆ เช่น ควันไฟ  กลิ่นสารเคมี เป็นต้น

-   มีสิ่งเจือปน เช่น เศษหิน  ดิน  ใบไม้ และอื่นๆไม่เกินร้อยละ 0.5

กาแฟกะลาและการเก็บกาแฟกะลา

หลังจากนั้นจะมีการตรวจสอบกาแฟเมล็ด โดยสุ่มตัวอย่างกาแฟกะลา นำมาสี  จำนวน 250 กรัม  ทำความสะอาดกาแฟเมล็ด  ซึ่งจะต้องมีเมล็ดสมบูรณ์ ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของน้ำหนักกาแฟกะลา โดยการตรวจสอบคุณภาพของกาแฟเมล็ดนี้จะมีผลในการจ่ายเงินเพิ่มแก่เกษตรกร