สิทธิชนเผ่าในประเทศไทย

ชาวเขา หรือ ชนเผ่า หรือกลุ่มชาติพันธุ์ หมายถึงกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ๆ มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์  มีวิถีการดำเนินชีวิตอยู่กับธรรมชาติและมีความสัมพันธ์กับชนกลุ่มอื่น

ในประเทศไทยมีกลุ่มชนเผ่ามากมายหลายกลุ่ม หลายเชื้อชาติ ที่เข้ามาอาศัยอยู่จากด้วยเหตุผลของการอพยพโยกย้ายจาการรบพุ่ง สภาพทางเศรษฐกิจ การขาดแคลนพื้นที่ทำกิน ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาในสถานะของผู้อพยพ  กลายเป็นคนชายขอบ หรือต่างด้าว หรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส  ที่ขาดโอกาสในหลาย ๆ ด้าน ในที่สุด  

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของชนเผ่าในประเทศไทยก็คือ การที่ชนเผ่าไม่ได้รับสัญชาติไทย การขาดพื้นที่ทำกิน หรือการเข้าไม่ถึงบริการสาธารณะ เพราะเหตุผลที่เดินทางไปมาระหว่างพรมแดนไทย-พม่า หรือไทย-ลาว อันเป็นการปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิมในการประกอบอาชีพและเป็นวิถีชีวิตของชนเผ่า ทำให้เกิดปัญหาว่าบุคคลหรือกลุ่มนั้น ๆ ถือสัญชาติของประเทศใด หรือเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อไม่มีรัฐใดยอมรับว่าบุคคลนั้นเป็นคนของรัฐตน บุคคลนั้นจึงกลายเป็นคนไร้รัฐ อย่างไรก็ตามบุคคลเหล่านี้ก็ควรได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ

สหประชาชาติเกิดขึ้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โดยมีการประชุมของประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เพื่อก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (United Nations Organization) มีเป้าหมาย 3 ประการคือ

1.  เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคง

2.  เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม

3.  สร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนให้ได้รับการเคารพทั่วโลก

ทั้งนี้โดยอาศัยกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญของประเทศ เป็นตราสารสำคัญ มีบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย การยืนยันถึงความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ศักดิ์ศรีและเสรีภาพส่วนบุคคล ความเท่าเทียมกันของชายหญิงและมนุษย์ทุกคนในทุกประเทศ ซึ่งประเทศไทยให้การรับรองสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชน 5 ฉบับ คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดทางเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ และจากการประชุมระดับโลกว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในปี พ.ศ.2536 ยืนยันว่าบุคคลที่เป็นชนกลุ่มน้อยหรือชนเผ่า มีสิทธิที่จะมีวัฒนธรรมของตนเอง นับถือศาสนาและปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาของตนเอง สามารถใช้ภาษาของตนเองทั้งในสถานที่ส่วนตัวและในที่สาธารณะได้อย่างเสรี โดยปราศจากการแทรกแซงหรือการแบ่งแยกในรูปแบบใดๆ ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยบุคคลที่เป็นชนกลุ่มน้อยทางสัญชาติ  เชื้อชาติ ศาสนาและภาษา

ประเทศไทยกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนชนเผ่าตามหลักสากลโดยรัฐธรรมนูญ
สอดคล้องกับสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ดังนี้

1. การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    มาตรา 4    มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ไม่มีใครเอาไปได้ โอนให้แก่กันไม่ได้มนุษย์ทุกคนจึงมีความเท่าเทียมกันทุกแห่งหนในโลกจึงควรปฏิบัติต่อกันฉันท์พี่น้อง

2.  สิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตตนเอง

     มาตรา 46  ว่าด้วยสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

     มาตรา 56  ว่าด้วยสิทธิของบุคคลและชุมชน ในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

3.  หลักความเสมอภาคและห้ามเลือกปฏิบัติ

      มาตรา 30   รัฐจะประกันสิทธิของทุกคนให้มีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย 
โดยไม่จำแนก ความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ  สีผิวหรือเผ่าพันธุ์กำเนิด

4.   สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว

      มาตรา 84   สิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินต้องสอดคล้องกับวิถีทางวัฒนธรรมของกลุ่มชน โดยรัฐต้องจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ตามกติกา

5.   สิทธิในการรับสัญชาติ

      ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 14 และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทาง เชื้อชาติ สิทธิพลเมือง สิทธิเด็ก(เด็กทุกคนต้องได้รับสัญชาติ) ซึ่งรัฐธรรมนูญของไทยยัง ไม่รับรองสิทธิในการได้รับสัญชาติ แต่ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.สัญชาติ

            6.  เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่

     มาตรา 36 สิทธิยังมีปัญหาในกรณีที่ชนเผ่ามีบัตรสี ถูกอพยพโยกย้ายจากที่ทำกินและที่อยู่ อาศัย ไม่มีสิทธิในการเลือกถิ่นที่อยู่ได้โดยสมัครใจ

            7.   สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะ

                  มาตรา 52  ว่าด้วยสิทธิการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน  ผู้ยากไร้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

                  มาตรา 55  รัฐต้องคุ้มครองคนพิการหรือทุพพลภาพให้ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก

            8.   สิทธิในการศึกษา

                  มาตรา 43  ให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีอย่างทั่วถึง  มีคุณภาพและไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิชนเผ่าไว้อย่างกว้างขวาง แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องดำเนิน

การให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มีการดำเนินการทางยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการจัดทำแผนแม่บทต่างๆ เพื่อพัฒนากลุ่มชนเหล่านี้ โดยให้ชนเผ่ามีส่วนร่วมบนพื้นฐานของหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญและหลักสากล

มูลนิธิโครงการหลวง เป็นองค์กรหนึ่งของสังคมที่มีส่วนในการช่วยภาครัฐ พัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตชนเผ่า สนับสนุนให้ชนเผ่าที่อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติงานโครงการหลวง ได้รับสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฏบัตรสหประชาชาติตามขอบเขต จัดสรรพื้นที่ที่ได้รับจากกรมป่าให้ชนเผ่าประกอบอาชีพ ด้วยการส่งเสริม ประสานการให้สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม มีที่อยู่ที่ทำกิน ส่งเสริมให้ชนเผ่าสามารถค้นหาอัตลักษณ์ของตัวเอง  กำหนดและรักษาวิถีการดำเนินชีวิตเองตลอดจนการผลักดันให้ชนเผ่าได้เรียนรู้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ด้วยถือตามบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างพร้อมมูล  สามารถนำชนเผ่าไปสู่การดำรงชีวิตได้อย่างเข้มแข็งและปลอดภัย 

ที่มา: ศราวุธ ปทุมราช. ข้อกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชนเผ่าในในประเทศไทย. กรุงเทพฯ:โค-ขยัน มีเดียทีม, 2548