เพราะประภาสต้นบนดอย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งกับผู้เข้าเฝ้าฯ
ราวร้อยคน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานว่า
โครงการหลวงเกิดขึ้นเพราะท่านไปเที่ยว
คำว่า “ไปเที่ยว” นี้ เราท่านน่าจะว่า “ประพาสต้น” มากกว่า เพราะนอกจาก จะเป็นราชาศัพท์ที่ถูกต้อง แต่ออกจะไม่ใช้กันแล้ว ยังทำให้เราเห็นภาพ พระพุทธเจ้าหลวงเวลาเสด็จประพาสต้น ไปเที่ยวบ้านชาวบ้าน โดยที่เขาไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร จึงไม่ประหม่ามาก คุยคล่องถึงการกินอยู่ ทำให้ท่าน สามารถพระราชทาน ความช่วยเหลือได้ ตามพระราชอัชฌาสัย
ส่วนพระราชนัดดา คือรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ เมื่อทรงแปรพระราชฐาน ไปเชียงใหม่เพื่อทรงตากอากาศ จะเสด็จไปหน้าหนาว จึงเรียกว่าพักร้อนอย่างที่ใคร ๆ เขามักจะเรียกกันไม่ได้ นอกจากนี้ ท่านไม่ได้ทรงพัก แต่มักจะเสด็จดั้นด้น ไปทอดพระเนตรชีวิต ของคนบนดอย ซึ่งสำหรับคนอื่น ๆ ยังกับว่าอยู่คนละโลกกับเรา เช่นราว 30 ปีมาแล้ว ะไปพระธาตุดอยสุเทพ มีถนนลูกรัง ที่รถยนต์ขึ้นได้ แต่ลำบาก จากนั้น ถ้าจะไปบ้านแม้วดอยปุย ก็ต้องเดินเอา นอกจากจะจ้างเสลี่ยงนั่ง ให้ เขาหาบโยกเยกไป ในเมื่อระยะใกล้ ๆ ต้องใช้เวลานาน เดินทางเช่นนี้ ดอยจึงพ้นหูพ้นตา ของคนไทยส่วนมาก โดยเฉพาะพวกเกษตร เว้นแต่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ที่หมู่บ้านแม้ว ใกล้พระตำหนักนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน แบบทรงเดินไป ท่านรับสั่งถามแม้วที่นั่นว่า นอกจากปลูกฝิ่นขาย แล้ว เขามีรายได้ จากพืชพันธุ์อื่นอีกหรือเปล่าซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเป็นคนอื่น ถึงจะไม่ต้องเป็นตำรวจถามก็ตาม เขาคงบอกว่า “เปล่า ๆ ฝิ่นบ่ดี เฮาบ่ปลูก” และยิ่งกว่านั้น เขาปลูก โดยวิธีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ช่นป่าและหน้าดิน บริเวณต้นน้ำลำธาร เกิดความเสียหาย ที่กระจายลงสู่ส่วนอื่นๆ ของประเทศอีกด้วย แต่สำหรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาเห็นได้ชัดว่า ท่านทรงสนพระทัย ทรงเห็นใจเขา มีพระราชประสงค์จะช่วย จึงไม่ปิดบังความจริงอะไร ทำให้ทรงทราบว่า นอกจากฝิ่นแล้ว เขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย ซึ่งแม้แต่ลูกจะเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่า ๆ กัน
ดยที่ทรงทราบว่า ที่สถานีทดลอง ผลไม้เมืองหนาว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใกล้พระตำหนักภูพิงค์ ได้เอากิ่งท้อลูกใหญ่ ของฝรั่ง มาต่อกับต้นตอ พันธุ์พื้นเมืองได้ (แต่ยังไม่ทราบว่าท้อฝรั่งพันธุ์ไหนดี) จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น ให้ค้นคว้าหาพันธุ์ ที่เหมาะสำหรับบ้านเรา เพราะถ้าลูกใหญ่แล้ว จะต้องทำเงินได้ดีกว่าฝิ่นแน่ นอกจากนี้ ยังมีรับสั่งให้พยายาม ปลูกพืชเมืองหนาวอย่างอื่น เช่นแอปเปิ้ล สาลี่ พลับ กับผักและดอกไม้ด้วย เพราะผลิตผลเหล่านี้ ถ้านำมาขายในสวน ที่ร้อนของเมืองเราแล้ว ควรจะราคาแพงแน่ ดังนั้น โครงการปลูกพืชแทนฝิ่น อันแรกของโลกก็เกิดขึ้น และเมื่อประมาณ 25 ปีต่อมา โครงการควบคุมยาเสพติด ของสหประชาชาติก็ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทอง เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ ในการแก้ไขปัญหา ยาเสพติด โดย ส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แต่ปลูกพืชอื่นทดแทน
ามกระแสรับสั่ง โครงการหลวง ต้องหาพืชเมืองหนาว มาปลูกบนดอย ซึ่งนอกจากฝิ่นแล้ว ไม่มีใครทราบว่ามีอะไรที่ปลูกได้ แปลว่าต้องทำโครงการวิจัย คือทดลองมากมาย การวิจัยย่อมต้องใช้คนและเงิน สำหรับคนนั้น แม้แต่ที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถ ก็หาไม่ยาก เพราะเหล่านักวิทยาศาสตร์ ทางเกษตร ทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบัน มีความจงรักภักดีจะทำถวาย โดยเฉพาะเมื่อจะทำงาน ได้ปรอดโปร่ง ไม่มีแถบแดงพันแข้งพันขา เพราะมีรับสั่งให้ลดขั้นตอน อนึ่ง การที่อาจารย์วิจัยจริง ๆ ก็ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศเรา ไปสอน แทนที่จะดูเอา ในตำราที่ฝรั่งเขียนไว้ สำหรับเรื่องเมืองอื่น

 


ปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งของการวิจัย คือเงินนั้น เราค่อนข้างจะมีจำกัด เพราะต้องขอพระราชทาน พระราชทรัพย์มาใช้ แต่วันหนึ่ง เราเผอิญเจอเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัย ของกระทรวงเกษตรอเมริกา ที่มาเมืองเราเพื่อแสวงหา หน่วยงานที่ต้องการเงินจำนวนมาก สำหรับหาพืชมาปลูกแทนฝิ่น เพราะประชาชนของ เขาติดยาเสพติดกันมากมาย และตอนนั้นมีแต่ โครงการหลวงเท่านั้น มีความสามารถแต่ขาดเงิน ผลของการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก็คือ กระทรวงเกษตรอเมริกา ทำสัญญาจ้างโครงการหลวง ให้วิจัยหาพืชมาปลูกแทนฝิ่น เราได้เงินมาใช้ 150 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อคนกับเงินมาเจอกัน ในโครงการหลวง และเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี เราก็หาพืชสำหรับปลูกบนดอยได้ราว 100 อย่าง แต่ละอย่างมีข้อแม้
ว่า ต้องทำรายได้ให้คนปลูก มากกว่าฝิ่น ซึ่งพืชเหล่านี้เป็นผักเมืองหนาวอร่อย ๆ 60 ชนิดดอกไม้ที่สวยเท่านั้น 20 ไม้ผล 12 และพืชไร่ เช่นถั่วแดงหลวง ถั่วขาว มันฝรั่ง กับต้นแฟล็กซ์ที่เอาใยมาทอผ้าลินิน และเมล็ดมาคั้นเอาน้ำมันลินสีด นอกจากนี้ เรายังมีพืชในร่ม
คือเห็ดอีก 2-3 อย่าง เช่นเห็ดหอม และเห็ดกระดุมเป็นต้น คิดดูผมรู้สึกว่าพืช แต่ละอย่างของเรานั้น ถ้าไม่สวยก็อร่อย ดังนั้น นอกจากจะดีสำหรับผู้ปลูกแล้ว ผู้ซื้อยังได้รับประโยชน์ด้วยมาก



อนแรก ๆ ถึงแม้เราจะไม่มีพืชใหม่ ๆ มาส่งเสริมให้ปลูกบนดอยมากนักก็ตาม เราก็พยายามเอา ผลการวิจัยจะใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยทำสิ่งที่ควรทำให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ซึ่งการกระทำเช่นนี้เรียกกันว่า “ครบวงจร” แต่ต้องขออธิบายด้วยว่า วงของเรานี้มีหลายวง ที่ต่างก็สัมผัสกันแบบตราของโอลิมปิค และแต่ละวงไม่ได้นิ่งอยู่กับที่ แต่ขยายใหญ่ออกไป มากบ้างน้อยบ้าง โดยทุกวงมีผลสะท้อนไปยังวงอื่นๆ


งแรกที่เราต้องกระทำคือ สำรวจดินและน้ำ สำหรับเรื่องของดิน เราต้องทราบ อย่างแน่นอนว่า ส่วนไหนเป็นบริเวณที่ชัน ดินไม่ดี หรือไม่ก็ หน้าดินตื้น ที่เหล่านี้ เรากำหนดให้เป็นป่า โดยขีดเส้นกั้นอย่างชัดแจ้ง กันไม่ให้ไร่ไหลมากินที่ป่า กับทั้งไม่ให้มีการปลูกป่า ในที่ซึ่งเหมาะแก่การทำไร่นา สวนอีกด้วย งต่อไปก็คือ ปลูกป่าในที่ซึ่งควรเป็นป่า แต่โล้นเตียนไปแล้ว โครงการเราส่งเสริม “ป่าชาวบ้าน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา” ดังเราจะกล่าวถึงต่อไป
ไปที่หน้าที่ 2

* ส่วนหนึ่งจากพระนิพนธ์ ของ หม่อมเจ้า ภีศเดช รัชนี

 

| กลับไปหน้าแรก | แผนภูมิโครงการหลวง | ผลิตผลของมูลนิธิโครงการหลวง |
|
สู่ความสำเร็จ | ประวัติความเป็นมา | การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง |
|
สถานที่ทำงาน | ทศวรรษที่ 1 | ทศวรรษที่ 2 | ทศวรรษที่ 3 |

Copyright 1996 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.