การก้าวไปในอนาคตของโครงการหลวง
ก้าวไปข้างหน้ากับโครงการหลวง
เมื่อเกือบ 30 ปี มาแล้ว หรือ 3 ทศวรรษมาแล้ว โครงการหลวง เกิดขึ้นในบริเวณ ภาคเหนือ เพราะ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรง ไปเที่ยวตามดอย……. ตามพระราชดำรัสที่ว่า




เกี่ยวกับโครงการหลวง และงานบนที่สูง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะมี พระราชดำรัส ที่ทรงเน้นอยู่ 2 ประการ ไม่ว่า จะมี พระราชดำรัสที่ใด หรือ เมื่อใดก็ตาม นั่นคือทรงคำนึงถึง “ความ ผาสุก ของประชาชน และความมั่นคง ของประเทศ” ส่วนอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับ วิธีปฏิบัติงาน ก็ได้ มีพระราชดำรัส ตอนหนึ่งว่า





ความร่วมมือใด ๆ ที่เกิดขึ้น ในการปฏิบัติงาน ในโครงการหลวง จึงเป็นเสมือน เป็นการตอบสนอง พระราชปฏิธาน ที่ต้องการให้ มีความร่วมมือ ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน ตราบใด ที่วิสัยทัศน์ ตรงนั้น ยังแน่วแน่อยู่ ความมุ่งมั่น ในเรื่องของ การช่วยเหลือ ชาวบ้าน ให้เกิด “ความ ผาสุก ของประชาชน และความมั่นคง ของประเทศ” ก็คงจะเป็น ความยึดมั่น ที่ไม่เสื่อมคลาย ของทิศทาง การปฏิบัติงาน ของพวกเราชาว โครงการหลวง

ทุกคนคงจะมีสำนึกอยู่เสมอ ว่า ในการปฏิบัติงาน ในโครงการหลวง นั้น มีส่วนหนึ่ง ที่สำคัญยิ่ง อยู่ตลอดเวลา นั่นคือ พระบารมีปกเกล้า และคงต้อง ยอมรับว่า สิ่งนั้นคือ ความแตกต่าง กับโครงการอื่น ๆ บนที่สูง ไม่ว่าโครงการนั้น ๆ จะมีเงินมากเพียงใด หรือมีบุคลากร เก่งกาจเพียงใด ความร่วมมือ ประสานงาน และการอุทิศตน ที่ผู้ปฏิบัติงาน จากหน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่ จะไม่เหมือนการ ปฏิบัติงาน ในโครงการ อื่นใด ความสำเร็จ จึงเป็นสิ่งที่ มีอย่างแน่นอน นอกเหนือจาก รางวัล “แมก ไซไซ” (ซึ่งได้รับเมื่อพ.ศ. 2531 สำหรับ International Understanding) ความยั่งยืนของ “งาน บนที่สูง” ที่คงอยู่ และผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้น ในระยะ 30 ปี ที่ผ่านมา เป็นคำตอบ ที่ผู้ปฏิบัติ ทุกท่าน มีความภูมิใจ ที่ได้ร่วมมือ ในโครงการ และเป็นผลลัพธ์ ที่เป็นแบบอย่าง ที่ดีต่อแผ่นดิน…

เมื่อก่อตั้ง โครงการหลวง กระแส พระราชดำรัส ในครั้งกระนั้น เน้นสภาวะ ของการเป็น โครงการ ส่วนพระองค์ ที่ทรงกำหนด ความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ และ วัตถุประสงค์ ไว้ตลอดจน ผลที่คาด จะได้รับไว้ อย่างครบถ้วน พระราชดำรัส เมื่อปีเริ่มต้นพ.ศ. 2512 มีไว้ว่า

จากพระราชกระแสดังกล่าว สามารถกำหนดทิศทาง เพื่อการปฏิบัติไว้ได้ 5 ประการ คือ

ช่วยชาวเขาให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ช่วยชาวเขาให้ปลูกพืชอื่น ที่เป็นประโยชน์ เพื่อแก้ปัญหายาเสพติด

ให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักแหล่ง เพื่อลดหรือยุติการตัดไม้ทำลายป่า ในเขตลุ่มน้ำลำธาร

รักษาป่าไม้ รักษาดิน มีการใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง

หากโครงการ สำเร็จจะเป็น การพัฒนาที่เบ็ดเสร็จและ ยั่งยืนมากต่อประเทศ

แนวปฏิบัติที่ยึดมาโดยตลอด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง มีความห่วงใยในการปฏิบัติงาน ของโครงการหลวงมาตั้งแต่เริ่มต้น พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในตอนเริ่มต้น เป็นส่วนใหญ่ เมื่อพวกเราต้องเดินขึ้นลงดอย เป็นประจำก็ได้ทรงมีพระเมตตา ส่งเฮลิคอปเตอร์มาช่วยให้การเดินขึ้นเขา 5-6ชม. ลดลงเหลือเพียง 5 นาที เมื่อพวกเราขาดแคลนวัสดุ, พันธุ์พืช, พันธุ์สัตว์, เครื่องไม้ เครื่องมือ พระราชวินิจฉัยที่แยบยลก็คือ การเชิญทูตานุทูตให้ขึ้นไปชม โครงการหลวงโดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่ดอยอ่างขาง พวกเราก็ได้มีโอกาสปรึกษากล่าว ขอวัสดุคุรุภัณฑ์ต่าง ๆ ได้รับความช่วยเหลือในรูปต่าง ๆ ทั้งด้านการเงินตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน ความช่วยเหลือที่ เป็นกอบเป็นกำจึงได้แก่ รัฐบาลไต้หวันซึ่งให้ ความช่วยเหลือ โดยเน้นด้านไม้ผลตั้งแต่เริ่ม โครงการหลวงได้เพียง 2 ปี คือเมื่อพ.ศ. 2514 จนถึงปัจจุบัน หน่วยงาน ARS-USDA (Agricultural Reserch Service United State Department of Agriculture) ให้ความช่วยเหลือด้านงานวิจัย ตั้งแต่พ.ศ. 2516 ถึงพ.ศ. 2526 มีโครงการวิจัย 80 กว่าเรื่อง เป็นเงินถึง 6,356,216 เหรียญสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยเริ่มตั้งงบประมาณ ช่วยเหลืออย่าง จริงจังหลังจากโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นมูลนิธิโครงการหลวง เมื่อพ.ศ. 2535

วิธีปฏิบัติที่ยึดถือมาโดยตลอดก็คือ การเน้นการทำการวิจัยด้านพืช และสัตว์ เพื่อให้ได้เป็นสิ่งทำกินของชาวเขา ดังนั้น ประการที่หนึ่ง “ วิธีลดขั้นตอน ” จึงมีความสำคัญอย่างสูงในการ ทำงานร่วมกันกับหลายหน่วยงาน ตามกระแสพระราชดำรัส เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2537 ทำให้การทำงานกระชับและ รวดเร็วขึ้น ตลอดระยะเวลาของโครงการฯ ประการที่สอง “ วิธีการสร้างการประสานงาน และความร่วมมือ ” เป็นหัวใจของงานโครงการหลวง ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความร่วมมือ ดังกล่าวแล้ว ด้วยพระบารมีทำให้เกิดความร่วมมือ ประสานงานที่กลายเป็นความดีเด่น ที่สำคัญของโครงการหลวง โครงการต่างที่ ๆ ที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ในพื้นที่ล้วนแต่เป็นงานของ หน่วยราชการที่ปฏิบัติอยู่ทางภาคเหนือ ทั้งสิ้น อาทิ กรมวิชาการเกษตร (ซึ่งตั้งกองพัฒนาเกษตรที่สูง ขึ้นมาตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อประสานงานและปฏิบัติงาน เพื่อโครงการหลวง) กรมป่าไม้ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประชาสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตลอดจนหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ อาทิ ตำรวจชายแดน กรมทางหลวง สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมการปกครอง กรมพัฒนาชุมชน ฯลฯ ในปัจจุบันหน่วยงานหลัก ดังกล่าวก็สามารถตั้งงบประมาณ เพื่อปฏิบัติงานช่วยเหลือโครงการหลวง ได้ หน่วยงานหลักบนที่สูงเหล่านี้ จะ เป็นผู้ถ่ายโอนงานพัฒนา ที่สูงตามหมู่บ้านต่าง ๆ ไปจากโครงการหลวงในที่สุด ประการที่สาม “ วิธีสร้างการกำหนดทางเลือก ” ในส่วนของการกำจัดการปลูกฝิ่น ม.จ. ภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเน้นตลอดเวลาถึงพระราชดำริ ว่าการเข้าทำลายไร่ฝิ่นใน เขต โครงการหลวงนั้นขอเวลา ให้ได้มีการวิจัย 1-2 ปี เพื่อมีทางเลือกให้แก่ ชาวเขาว่าควรจะปลูกพืชอื่นใด ทดแทน ก่อนจะเริ่มเข้มงวดในการกำจัดไร่ฝิ่น ข้อปฏิบัติดังกล่าวได้รับการ ปฏิบัติค่อนข้างเคร่งครัด ด้วยวิธีนี้ ชาวเขาจึงมีความสวามิภักดิ์ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต่อแผ่นดินไทย ประการที่สี่ที่เป็นวิธีปฏิบัติที่เรา เน้นก็คือ “ วิธีการบุกเบิกทดสอบสิ่งใหม่ ๆ ” เพื่อให้ได้มาซึ่งความก้าวหน้า และความเหมาะสม ในพื้นที่นั้น ๆ ในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ และการมีชีวิตอยู่ในบริเวณต้นน้ำลำธาร ประการที่ห้า ก็คือ “ วิธีการสร้างจิตสำนึกของชาวเขา ” เมื่องานด้านวิชาการด้านไม้ผล ผักและไม้ดอก ดำเนินไปด้วยดีงานที่ตามมาก็คือ การสร้างจิตสำนึกว่าพื้นที่ ที่บุคคลเหล่านี้ อาศัยอยู่นั้นเป็นเขต ต้นน้ำลำธาร การที่ร่วมอยู่ในโครงการหลวง ทำให้สามารถอยู่ในเขตนั้น ๆ ได้ ดังนั้นจึงควรมีจิตสำนึกต่อการ อนุรักษ์และดูแลรักษาพื้นที่นั้น ๆ ตลอดจนพื้นที่ป่าดังกล่าว จนสามารถเป็นผู้พิทักษ์รักษาป่า ต้นน้ำลำธารได้ในที่สุด

ความสำเร็จในอดีตจึง เป็นลู่ทางของวิธีปฏิบัต ิต่อไปในอนาคต

การก้าวไปข้างหน้าของโครงการหลวง นั้นมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้เป็นมูลนิธิโครงการหลวง และรัฐบาลได้กำหนดงบประมาณ มาเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ของโครงการหลวง สิ่งที่พึงปฏิบัติและสร้างฐาน ให้มั่นคงในฐานะมูลนิธิโครงการหลวงก็คือ

1. รักษาแนวทางปฏิบัติตามวัตถุประสงค์เดิมทั้ง 5 ข้อ ซึ่งถือว่าปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ มาได้ระดับหนึ่ง และคงต้องปฏิบัติต่อไป เพียงแต่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ และสถานที่ต่าง ๆ บนพื้นที่สูงตลอดจนประเภทของเผ่าต่าง ๆ ของชาวเขาบนพื้นที่สูง

2. การกำหนดรูปแบบของโครงการหลวง

2.1 รูปแบบของหมู่บ้านโครงการหลวง
การพัฒนาหมู่บ้านในเขตโครงการหลวง มีความแตกต่างกับหมู่บ้านในที่อื่น ๆ เนื่องจากว่า หมู่บ้านเหล่านี้อยู่ ในเขตต้นน้ำลำธาร (Watershed) ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติงานในโครงการหลวง ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นผู้ดูแลรักษาป่าที่ได้ รับมอบหมายมาจากกรมป่าไม้ ผู้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลป่าไม้ และพื้นที่ ต้นน้ำลำธารให้รัฐ ชาวเขาหรือผู้ใด ก็ตามที่อยู่ ในเขตลุ่มน้ำลำธาร ถ้าจะสามารถอยู่ได้ จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล ของผู้ได้รับมอบหมาย ดังนั้น การสร้างจิตสำนึกให้บุคคลเหล่านี้ ทราบว่าการใช้ชีวิตของเขา ในพื้นที่ดังกล่าวจำต้องมีความสำนึก และปฏิบัติตามกำหนดกฏเกณฑ์ ที่วางไว้ โดยรวมบุคคลเหล่านี้ ต้องอยู่กับต้นไม้ ต้องรักษาดูแล ใช้ประโยชน์ได้แต่ต้อง ไม่ทำอันตรายต่อพื้นที่ และทรัพยากร ที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ

โครงการหลวงมีความสำนึก ในหน้าที่ดังกล่าวจึงเสาะหาลู่ทาง ในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และความพอดีในการใช้พื้นที่เหล่านั้น โดยจะใช้ข้อกำหนดหลักดังต่อไปนี้

การจัดการพื้นที่

จะต้องใช้พื้นที่เหล่านั้น ตามศักยภาพ และข้อจำกัดที่มีอยู่

มุ่งเน้นการรักษาสมดุลย์ ใน การใช้บนพื้นที่สูง เน้นการอนุรักษ์ที่มีการใช้ในระดับที่ไม่เกินพิกัด และความสามารถในการป้องกัน หรือสร้างกลับคืน สิ่งที่ใช้ ในกระบวนการนี้ คือ สมดุลย์แบบเคลื่อนที่ (Moving equilibium)

การจัดการชุมชน

การมีสัมมาชีพและ คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่อยู่ในที่สูง

การปรับตัวให้เข้ากับ ความเชื่อถือ ตามประเพณี และเข้ากับความถูกต้อง ของการใช้พื้นที่ในที่สูง มีจิตสำนึกต่อความมั่นคง ของชาติ ละเว้นการปลูกพืชเสพติด และกิจกรรมที่ไม่เป็นผลดีต่อ ประเทศโดยเน้นการพึ่งตนเอง และพัฒนาให้พฤติกรรมเป็น กระบวนการสมดุลย์แบบเคลื่อนที่ (Moving equilibium)

การกำหนดตัวแบบของหมู่บ้าน ประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้

การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ของพื้นที่นั้น ๆ จากการสำรวจ หรือจากภาพถ่าย ทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม

กำหนดการใช้พื้นที่ให้เป็นไปตาม ศักยภาพ พื้นที่เกษตรกรรม, ไม้ผล, ไม้ใช้สอย, ป่าไม้, พื้นที่แม่น้ำ และอื่น ๆ หลักการของ GIS

มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นอนุรักษ์ ต้นน้ำลำธาร และรักษาสมดุลย์ ของการใช้ พื้นดินบนที่สูง การอยู่ร่วมของคนกับป่า

มุ่งเน้นความเข้าใจ ในการทำงานร่วมกัน สอดแทรก การขยายผลไปสู่ บริเวณอื่น ๆ เป็นหลัก

มุ่งเน้นความอยู่ดี กินดีให้มี อาชีพของผู้ที่อยู่ในสูง สร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีกว่า และมีจิตสำนึกที่ชัดเจนว่าตัวเอง อยู่ในเขตที่ เป็นความมั่นคงของชาติ

นำความรู้จากการศึกษาการพึ่งตนเอง ทางเศรษฐกิจในชนบท *1 โดยเน้นปัจจัยกระทบ 5 ตัวจากองค์ประกอบของ TERMS (รูปที่ 1) ซึ่งได้แก่ เทคโนโลยี เศรษฐกิจทรัพยากร จิตใจ (คน) และสภาพสังคมวัฒนธรรม มาใช้เพื่อพิจารณาถึงผลกระทบ ของสมดุลย์เคลื่อนที่ (ทางสายกลาง) ระหว่างการพึ่งตนเอง และการพัฒนา เรียกว่า การพึ่งตนเองแบบพัฒนา (วงนอกและวงใน) และศึกษาการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแปร แต่ละตัวและการปฏิบัติต่อกัน ระหว่างตัวแปร ในตัวแบบ TERMS (ตารางที่ 1) ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ 5 ประการกับการพึ่งตนเอง และการพัฒนา (ตารางที่ 2)

นำกระบวนการทางสัมคม เข้ามาใช้ 3 กระบวนการ คือ

กระบวนการ PAR การทำงาน ร่วมกันของนักวิชาการ นักพัฒนาและชาวบ้าน

กระบวนการ BAN การสร้างสมดุลย์ (B) การสร้างขีดความสามารถ (A) และการสร้างเครือข่าย ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (N)

กระบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยให้รู้และเข้าใจทั้งของเก่า และของใหม่ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ต่างกัน ของปัจจัยทั้งห้านั่นเอง

เมื่อได้ดำเนินการตามวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เราควร จะได้หมู่บ้านบนที่สูง ที่มีการใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง ตามศักยภาพ การใช้พื้นที่อย่างถูกต้องและ เหมาะสมในการผลิตเพื่อขาย ต้องการความช่วยเหลือและแนะนำ จากโครงการหลวง และหรือผู้ปฏิบัติการสืบทอด ซึ่งช่วยเหลือรับช่วงต่อ ในการพัฒนา และดูแลต่อจากโครงการหลวง สภาพของหมู่บ้านโครงการหลวง ก็จะเกิดมากขึ้นมากขึ้น กระบวนการที่เป็นรูปแบบ ที่ถูกต้องจะถูกขยายพื้นที่ ครอบคลุม บริเวณกว้างขึ้นการขยายผล จะเป็นไปได้และเป็นจริงได้เมื่อ หน่วยราชการต่าง ๆ ที่รองรับและช่วยเหลือดำเนินการ อย่างเต็มที่เพื่อให้พระราชปณิธาน เป็นจริงเป็นจัง เป็นรูปแบบที่สมควรและเหมาะสม ที่จะขยายผลต่อไป แม้จะเป็นนอกประเทศก็ตาม

1*รายงานฉบับสมบูรณ์ของ โครงการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ ในชนบทของสภาวิจัยแห่งชาติ จัดทำโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ (พ.ศ. 2529-2536)วท. 2538

2.2 การสร้างระบบที่เหมาะสม

การปฏิบัติงาน ในโครงการหลวง จะมีการประสานงานที่ดี พร้อมทั้งการกำหนดการปฏิบัติ ก่อนหลังที่ชัดเจน จึงสมควรเน้นการปฏิบัติ งาน ด้านนี้ให้มีทั้งประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

โครงการหลวง มีการปฏิบัติงานในปัจจุบันที่ เบ็ดเสร็จและครบวงจร คือ จากการผลิต การขนส่ง การคัดบรรจุ จนถึงการตลาด ระบบต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นต้องมี การจัดการที่ประสานและสอดคล้อง ตามกำหนดเวลา และมีความฉับไวใน การปรับเปลี่ยนแผนตามต้องการ

การปฏิบัติ ส่วนที่จะมีประสิทธิภาพ ได้จำเป็นต้องมีข้อมูล ที่ถูกต้องทันสมัยและครบถ้วน ดังนั้นการมีศูนย์ข้อมูลที่ มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

2.3 เน้นการวิจัย ประยุกต์ที่ปรับปรุง กระบวนการเลือกและ วิธีวิจัยที่เหมาะสม *2

มีการเลือกโครงการวิจัย โดยเน้น ความจำเป็นก่อนหลัง มีการกำหนด วัตถุประสงค์ ที่ชัดเจน และมีการวิเคราะห์ กำไร-ขาดทุนของโครงการ และไม่จำเป็นต้องเป็นกำไรขาดทุน ทางการเงินแต่อย่างเดียว คุณภาพในการส่งเสริมยังจำเป็น ต้องมีในกิจการของโครงการหลวง โครงการวิจัยต่าง ๆ จำเป็นต้องมีการติดตามผล อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เป็น ไปตามวัตถุประสงค์ ที่วางไว้ เนื่องจากเราจะต้อง ทำกิจการนี้ให้เป็นรายได้กับเกษตรกร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีสภาวะ ของด้านเศรษฐกิจ เข้ามาเกี่ยวข้องนั่น คือชาวเขา ควรจะดีขึ้น ในการ มีชีวิตอยู่ ดังนั้นการ ปฏิบัติตามแบบ อย่างของ โครงการหลวง สิ่งที่จำเป็น ต้องเน้นคือ วิธีการตรวจสอบ โครงการวิจัย ให้ได้ผลคุ้มค่า




2* ถอดความบางตอนจากรายงาน ของบริษัทที่ปรึกษา Mckinsey + Co. 1995

การวิจัยนำมา ซึ่งความรู้ใหม่ๆ ซึ่งต้องมีการถ่ายทอด และรับไปใช้ที่ชัดเจนและถูกต้อง ดังนั้นการตรวจสอบ เพื่อรับทราบถึงความรู้และ วิธีปฏิบัติว่า ไปถึงชาวเขามากน้อยเพียงใด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

กลุ่มวิจัยต้องมีความชัดเจน ในการปฏิบัติ มีผู้ดูแลเต็มเวลา เป็นการสร้างผู้ดูแลประจำ และหัวหน้าโครงการ ที่มีความสามารถในระดับต่าง ๆ กัน การวางแผนงานเพื่อ ทำวิจัยล่วงหน้า เป็นสิ่งที่สำคัญในการ ปฏิบัติงานบนพื้นที่สูง ผลกระทบทางด้านลบ จะมีอย่างต่อเนื่อง และทวีคูณ หากไม่มีการดูแลตั้งแต่ต้น

งานวิจัยในที่สูงของโครงการหลวง มีความแตกต่างกับงานอื่นใด ในโลกอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นงานวิจัยของเรา จึงจะเจาะลึกเข้าไปในแหล่งความรู้ ที่จะสามารถนำไปถ่ายทอดในที่สูงอื่น ๆ นอกประเทศไทย และจะเป็นศูนย์วิจัยในที่สูง ที่สามารถเป็นศูนย์ระดับนานาชาติได้

2.4 งานถ่ายทอดกับผลผลิตจากงานพัฒนา *3

โครงการหลวง ดำเนินการผลิต ร่วมกับชาวเขาในด้านไม้ผล ไม้ดอก และผัก มาโดยตลอด ทั้งนี้รวมทั้งการคัดบรรจุ และการขนส่งไปสู่ตลาด งานเหล่านี้ต้องการคนที่ มีความสามารถทางวิชาการและ การติดต่อกับชาวบ้านมาก เพราะจะต้องปฏิบัติร่วมกับ ชาวเขาตลอดเวลา เพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการทั้ง คุณภาพและปริมาณ ผู้ปฏิบัติงานตรงนี้มีความสำคัญมาก ต่อความสำเร็จของโครงการหลวง

กิจกรรมที่สำคัญยิ่งในการสร้าง การผลิตระดับที่เป็นการค้าได้ นั่นคือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี, กิจกรรมที่ต้องมีความชัดเจน ทั้งผู้ถ่ายทอดและผู้รับถ่ายทอด จำเป็นที่จะต้องมีการผลักดัน ด้านการฝึกอบรม และผู้ปฏิบัติที่มีความสนใจจริง ๆ ทางด้านนี้ต้องมีมากขึ้น และทำงานส่งเสริมให้ดี ขึ้นกว่าเดิม งานส่งเสริมคงต้องไปเน้น ในพื้นที่ห่างไกล งานฝากที่สำคัญมากกับ พนักงานส่งเสิรมก็คือการดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่สูง

การถ่ายโอน ภาระหน้าที่ในการผลิต การพัฒนาและการอยู่ดีกินดี ของชาวเขาไปให้แก่หน่วยงาน ที่ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติบนที่สูง เป็นส่วนหนึ่งของงานในอนาคต ที่โครงการหลวงจะต้องยึดปฏิบัติ หากงานถ่ายโอนดังกล่าว ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเจริญ ในหมู่บ้านชาวเขา ในบริเวณอื่น ๆ ที่โครงการหลวงไม่สามารถไปถึงได้

3*ถอดความบางตอนจาก รายงาน ของบริษัทที่ปรึกษา McKinsey + Co. 1995

2.5 งานการตลาดของผลผลิตโครงการหลวง *4

งานการตลาด เป็นสิ่งหนึ่งที่ โครงการหลวงจำเป็นจะต้องทำ หลังจากการส่งเสริมให้เกิด การผลิตขึ้นในโครงการหลวงในแง่ของการขาย โครงการหลวงจะต้องมองว่า กิจกรรมดังกล่าวนั้นภาคเอกชน เหมาะที่สุดที่จะเป็นผู้ทำ เพียงแต่โครงการหลวงจำเป็น จะต้องให้ ความสำคัญใน การติดตามงาน และดูแลในแง่ของการตรวจสอบราคา และจะเข้าแทรกแซงราคาเมื่อ มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ในแง่ของโครงการหลวงอาจจำเป็นที่ จะต้องไปส่งเสริมในบริเวณที่ห่างไกล รวมทั้งการดัดแปลง และปรับปรุงงานด้านหลังเก็บเกี่ยว ให้ดีกว่าเดิมอีกประการหนึ่งที่จำเป็นก็ คือการวิเคราะห์ตลาด และสร้างงานตลาด ให้เป็นงานขายส่งสำหรับโครงการหลวง โดยให้เป็นงานของเอกชนให้มากที่สุด ในที่สุดสิ่งที่สมควรเน้นให้มากคือ ความมั่นคงของการผลิตทั้งใน แง่คุณภาพและปริมาณ ทั้งนี้เพื่อให้ สามารถตอบสนอง ตลาดได้ตามความต้องการทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว และในที่สุดการผลิตทั้งปริมาณ และคุณภาพสมควรเป็นไป ตามความต้องการของตลาด และควรมีความสามารถใน การ วางแผนระยะยาวในการผลิตได้ล่วงหน้า

หากการปฏิบัติงานสามารถเป็นไปได้ตามแผนงานที่วางไว้ เราคงจะกล่าวได้ว่า เป็นการปฏิบัติตามเบื้องพระยุคลบาท อย่างถูกต้อง จนเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนบนที่สูง ชาวเขาได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ จนสามารถรับรู้ และพัฒนาการทำมาหาเลี้ยงชีพ ได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่งแล้ว บุคคลเหล่านี้จะเป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศไทย มีความรักเมืองไทย และเข้าใจถึงสภาวะที่ตนเองปฏิบัติอยู่ มีความภูมิใจที่ได้ทำ และมองเห็น และมีสำนึกว่า ด้วยบารมีปกเกล้าฯทำให้อยู่ในพื้นที่ได้ (เขตลุ่มน้ำ ชั้น 1) ได้รับการฝึกปรือ ในเรื่องของการทำมาค้าขาย ในการปลูกพืชด้านต่าง ๆ ซึ่งขายได้ในตลาดทำให้ อยู่ดีกินดีขึ้น และรักพื้นแผ่นดินนี้ ที่ให้ที่ทำกินและ ให้ความร่มเย็นแก ่ตนเองและลูกหลานต่อไปในอนาคต

4*ถอดความบางตอน จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษา McKinsey + Co. 1995

       

Copyright 1996 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.