การก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง
  เมื่อต้นปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนสถานะภาพของโครงการฯ มาเป็นมูลนิธิ เรียกว่า “มูลนิธิ โครงการหลวง” และพระราชทานเงินก้นถุง เพื่อใช้เป็นทรัพย์สินเริ่มแรก จำนวน 500,000 บาท เพื่อจะได้เป็นองค์กรนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับ และดำเนินงานด้วยความมั่นคง เป็นปึกแผ่นสืบไป นับเป็นก้าวใหม่ของโครงการฯ ที่ก้าวขึ้นเป็นองค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์ ที่ถาวรมีระบบงานที่แน่นอน คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อความร่วมมือและการประสานงาน กับส่วนราชการและเอกชนต่าง ๆ ในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณะ ของการริเริ่มงานวิจัยใหม่ ๆ ที่ไปสู่การพัฒนาและการผลิต ที่แน่นอนมีตลาดรองรับ รวมทั้งโครงการนำร่อง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สำคัญแก่การพัฒนาในที่สูง การสร้างมูลค่าเพิ่มกับผลิตผล และผลิตภัณฑ์ของโครงการฯ โดยมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรักษาสภาพต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญ ๆ ของประเทศเอาไว้

การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ถือเป็นโครงการส่วนพระองค์ที่ดำเนินงาน สืบเนื่องจากโครงการหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้พระราชทานกำเนิดมูลนิธิฯ ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง ประกอบด้วย
หม่อมเจ้าภีศเดช
พลอากาศตรีกำธน
หม่อมหลวงพีระพงศ์
นายแก้วขวัญ
นายทวีศักดิ์
คุณหญิงนงเยาว์
นายสันทัด
นายสุทัศน์
คุณหญิงประจิตต์
นายจิรายุ
รัชนี
สินธวานนท์
เกษมศรี
วัชโรทัย
เสสะเวช
ชัยเสรี
โรจนสุนทร
ปลื้มปัญญา
กำภู ณ อยุธยา
อิศรางกูร ณ อยุธยา
ประธานกรรมการ
รองประธานกรรมการ
กรรมการ
กรรมการ
กรรมการ
กรรมการ
กรรมการ
กรรมการ
กรรมการและเหรัญญิก
เลขาธิการ
  จากรายงานการประชุม คณะกรรมการอำนวยการและ ประสานงานมูลนิธิโครงการหลวง ครั้งที่ 1/2539 วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2539 ณ ทำเนียบรัฐบาล หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ได้แจ้งต่อที่ประชุม “ใน เมื่อโครงการหลวง ได้เป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาที่สูงจนมีผลแน่นอนแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีรับสั่งกับนายกรัฐมนตรี (นายอานันท์ ปันยารชุน) เมื่อต้นปีพ.ศ. 2535 ว่า

รัฐบาลน่าจะตั้งองค์กรเพื่อรับงานบางส่วนไปทำ

ทั้งนี้โดยวิธีของโครงการหลวง โดยลดขั้นตอนการบังคับบัญชา

จัดหางบประมาณให้โครงการหลวง”

  ต่อมานายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้นำเรื่อง พระราชดำริ ดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมพ.ศ. 2535 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ อนุมัติในหลักการ รวม 3 เรื่อง คือ

ให้จัดตั้งคณะกรรมการคณะ หนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการอำนวยการ และประสานงานมูลนิธิโครงการหลวง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เป็นกรรมการและเลขานุการ ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ และอำนาจหน้าที่คณะกรรมการฯ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา

ให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็น ฝ่ายเลขานุการและให้จัดตั้ง หน่วยงานระดับกองขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับ มูลนิธิโครงการหลวงรวมทั้ง โอนงานบางส่วนจากมูลนิธิฯ มายังรัฐบาลเพื่อดำเนินการต่อไป

ให้สำนักงานงบประมาณ ตั้งงบประมาณ ประเภท เงินอุดหนุน ให้แก่มูลนิธิฯ เป็นรายปี โดยตั้งไว้ที่สำนักราชเลขาธิการ เพื่อใช้ในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ

  จากมติคณะรัฐมนตรี ดังกล่าวในส่วนของทางราชการได้มีการดำเนินการดังนี้

นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้มีคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการและ ประสานงาน มูลนิธิโครงการหลวง ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 50/2535 ลงวันที่ 2 เมษายนพ.ศ. 2535 ต่อมา นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี ได้ปรับปรุงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเดิม ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 20/2539 ลงวันที่ 31 มกราคม 2539 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการ อำนวยการและประสานงาน มูลนิธิโครงการหลวง โดยเพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานคณะกรรมการ และเพิ่มปลัดกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม เป็นกรรมการในคณะกรรมการ ชุดนี้ด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตั้งกองพัฒนาเกษตร ที่สูงขึ้นในสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อทำหน้าที่ตามมติ คณะรัฐมนตรี โดยดำเนินงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2536 เป็นต้นมา

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ อุดหนุนให้สำนักราชเลขาธิการ เพื่อการดำเนินงานของ มูลนิธิโครงการหลวง ตามมติคณะรัฐมนตรี ดังกล่าวข้างต้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2536 เป็นต้นมาเช่นเดียวกัน

  สำหรับมูลนิธิโครงการหลวง ได้ปรับปรุงการบริหารงาน จากการบริหารในรูปโครงการ ซึ่งมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้อำนวยการโครงการ มาเป็นการบริหารที่มีกรรมการมูลนิธิฯ ช่วยดูแลด้านนโยบาย และมีคณะกรรมการฝ่าย ปฏิบัติ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกรรมการ บริหารเป็นผู้ดูแลด้านการบริหาร การปฏิบัติงานแบ่งการทำงาน ออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ฝ่ายสำนักงาน ฝ่ายการ เงินและบัญชี ฝ่ายวิจัย ฝ่ายพัฒนา และฝ่ายตลาด
  ปัจจุบัน งานของมูลนิธิฯ ได้ก้าวหน้าขึ้นมาก มีการพัฒนา องค์กร ของตัวเอง เพื่อให้กิจการ ของมูลนิธิฯ เป็นไปใน ลักษณะที่ทันสมัย และเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ได้แก่

จัดตั้งบริษัทดอยคำ อาหารสำเร็จรูป เมื่อมีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ แล้ว โปรดเกล้าฯ พระราชทานดำริ ให้ส่วนของโรงงานหลวง อาหารสำเร็จรูป ปรับเปลี่ยน สถานสภาพจากเดิม ซึ่งดำเนินงาน ในลักษณะ โครงการไปจัดตั้ง เป็นบริษัท โดยให้สำนักงาน ทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ เป็นหุ้นส่วนใหญ่ เพื่อให้กิจกรรม ด้านนี้ ดำเนินงานแบบ ทันสมัย และพึ่งตนเองในรูปแบบเชิงธุรกิจ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ รวมกันเป็นบริษัทดอยคำนี้มี 4 โรง ได้แก่ โรงงาน หลวงอาหารสำเร็จรูปฝาง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปแม่จัน โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปเต่างอย และโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปละหานทราย ซึ่ง 2 โรงหลังเดิมอยู่ในความดูแล ของโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และนำมารวมกัน เพื่อจัดตั้ง เป็นบริษัทดอยคำ อาหารสำเร็จรูป

ปรับการดำเนินงาน ของ โครงการ ดอกไม้แห้ง เพื่อให้สามารถ บริหารงาน ได้ ในลักษณะ ที่คล่องตัว และมีรายได้ พึ่งตนเอง ในลักษณะ การดำเนินธุรกิจ

จัดตั้งห้องปฏิบัติการ วิจัย และพัฒนาการ เพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช เป็นอาคาร ขนาด 3 ชั้น โดยร่วมมือ กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง จะเป็นการดำเนินงานทั้งด้านวิจัย และพัฒนา รวมทั้งการขยายพันธุ์พืช ด้วยวิธีการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

จัดตั้งโครงการร่วมมือ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร เพื่อปรับปรุงการให้สินเชื่อเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง ให้เป็น เช่นเดียว กับเกษตรกรทั่วไป

ความร่วมมือกับส่วนราชการต่าง ๆ โดยผ่านทาง คณะกรรมการ อำนวยการ ประสานงาน มูลนิธิโครงการหลวง ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีกองพัฒนาเกษตรที่สูง สำนักงาน ปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ทำหน้าที่ เป็นฝ่ายเลขานุการ ในการประสานงานด้านต่าง ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมพ.ศ. 2535

   

 

       

Copyright 1996 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.