
การทำงานของโครงการฯ
ในช่วงนี้ เริ่มเข้าสู่งานส่งเสริม
กล่าวกันว่า งานส่งเสริม การเกษตร
แก่ราษฎรชาวเขา ในพื้นที่ต่าง
ๆ ที่ทุรกันดารได้เกิดขึ้น
เนื่องจากการก่อตั้งโครงการฯ นั่นเอง
ครั้งที่โครงการฯ ได้เริ่มตั้งขึ้นใหม่
ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำริ
ส่งเสริม อาชีพการเกษตร แก่ชาวเขา
เพื่อให้ละจาก การปลูกฝิ่นอาชีพที่
เคยทำกันมา ด้วยทรงพระราชทานพันธุ์พืชผัก
และพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ นอก จากทรงส่งเสริมแล้ว
ยังมีพระราชดำริให้มีการวิจัย
เพื่อปรับปรุงพืช ผลควบคู่ไปด้วย
พืชที่ปลูกในระยะแรก ได้แก่ ท้อ
สตรอเบอรี มันฝรั่ง และลิ้นจี่
ซึ่งมีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย
จนได้มีการตั้งชื่อว่าพันธุ์พระราชทาน
มาจนปัจจุบัน โดยเฉพาะ สตรอเบอรี
ที่แพร่หลายกันมากทางภาคเหนือ |
![]() ![]() |
ต่อมาเพื่อให้สามารถ ปฏิบัติงานส่งเสริมได้ด้วย ความสะดวกรวดเร็ว ทางโครงการฯ ได้เปิดจุดส่งเสริม การปลูกพืชทดแทนฝิ่น ตามหมู่บ้าน ที่มีปัญหามาก ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ของโครงการฯ ประจำอยู่ที่ศูนย์กลางเรียกว่า ศูนย์พัฒนา แต่ละศูนย์จะดูแลหมู่บ้านหลัก และหมู่บ้านบริวารที่อยู่ใกล้เคียงด้วย ศูนย์ฯ บางแห่งจะมีภาระ ต้องดูแลสมาชิกจำนวนไม่ถึง 1,000 คน แต่บางศูนย์ฯ จะต้องรับผิดชอบประชากร เป็นจำนวนหลายพันคน งานสำคัญในการส่งเสริม อีกอย่างหนึ่ง คือการจัดอบรม ให้ความรู้ด้วยการเกษตร แผนใหม่บนที่สูง แก่เจ้าหน้าที่ และชาวเขา ในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตร ก็ได้มี ต่างประเทศ ให้ความ ช่วยเหลือหลาย ประเทศด้วยกัน อาทิ สาธารณรัฐจีน ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติ มาส่งเสริมให้คำปรึกษาแก่ชาวเขา และเจ้าหน้าที่ภาคสนาม |
![]() |
เมื่อได้ส่งเสริมให้เกษตรกร ชาวเขาปลูกพืชเมืองหนาวได้แล้ว ก็จะต้องช่วยให ้จำหน่าย ผลิตผล เหล่านั้นได้ เพื่อจะได้มีรายได้มาเลี้ยงครอบครัว ระยะนั้นนับได้ว่าพืชผลจาก ภาคเหนือ เป็นผลผลิต ใหม่สำหรับ ตลาดเมืองไทย ทำอย่างไรจึงจะให้ประชาชน รู้จักโครงการฯ รู้จักผลิตผลโครงการฯ และรู้จักการบริโภค อุปโภค พืชผลเหล่านั้น ซึ่งมีทั้งผักสด ดอกไม้สด ผลไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป และดอกไม้แห้ง วิธีการ ขั้นแรกที่สุด ก็คือ การสร้างตรา หรือยี่ห้อ สำหรับผลิตผลเหล่านั้น ม.จ. ภีศเดช รัชนี จึงทรงคิดตรา ดอยคำ ขึ้นใช้กับผลิตผลทุกชนิด ของโครงการฯ รวมทั้งการให้ความเชื่อถือ ว่าตราดอยคำเป็นสินค้ามีคุณภาพโดยการคัดเกรด และเป็นสินค้าที่สด สะอาด ปลอดภัย โดยที่ทางโครงการฯ มีหน่วยงานอารักขาพืช ที่ทำการควบคุมการใช้ปุ๋ย และยา ในระบบ การเพาะปลูก และ วิเคราะห์สารพิษ ตกค้าง ในผลิตผล ที่นำออก จำหน่ายแก่ผู้ซื้อ |
|
|||
|
|||
การจัดงานครั้งนั้นได้
รับความร่วมมือจาก ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐที่อนุญาต
ให้ข้าราชการ
อาจารย์และนักวิจัยในสังกัดของตน
มาช่วยเตรียมงานต่าง ๆ ส่วนในภาคเอกชน
บริษัท ห้างร้าน และบุคคลทั่วไปจำนวนมาก
ได้ให้การสนับสนุนงาน เกษตรหลวงทั้งในรูปการ
สละเวลาช่วยเหลือ เงินบริจาค เป็นผู้อุปถัมภ์ค่าใช้จ่าย
หรือแม้แต่การนำสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ของตนเอง
มาจำหน่าย และรายได้ ทั้งหมดโดยเสด็จพระราชกุศล
นับเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็น ถึงความร่วมมือ
ร่วมใจกันของประชาชนทุกคน ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุน
และผลักดันให้การ ดำเนินงานของโครงการฯ
ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา |
|
การจัดงานประจำปี
เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วย
เผยแพร่ผลิตผลของโครงการฯ ในปีต่อมา
พ.ศ. 2524 จึงได้มีการจัดงานครั้งที่
2 ขึ้นที่บริเวณสวนอัมพร เช่นเดิม
และต่อมาได้จัดงานขึ้นเป็นประจำทุกปี
โดยใช้สถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงแรม
และศูนย์การค้า ให้ความอนุเคราะห์
สถานที่และอุปกรณ์ทุกปีจะจัดงาน
โครงการหลวง ที่กรุงเทพมหานคร
และในระยะต่อมาได้จัดงาน ดอยคำ
ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่
กิจกรรมที่จัดในงาน มีหลายอย่างได้แก่
การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
นิทรรศการผลงานของ ศูนย์วิจัยและสถานีส่งเสริมบนดอยต่าง
ๆ ของทั้ง 5 จังหวัด ซึ่งแสดงการปลูกพืชต่างๆ
การปลูกป่าบนดอย การส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อม
การถ่ายทอดเทคโนโลยี แก่ชาวเขา
นอกจากนั้นยังมี การจำหน่ายผลิตภัณฑ์
ของโครงการฯ คือ ผักสดเมืองหนาว
ดอกไม้เมืองหนาว ดอกไม้แห้ง ผลไม้เมืองหนาว
พืชสมุนไพร ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูป
รวมทั้งมีการสาธิตการทำอาหารจากผลิตผลของโครงการฯ
ด้วยในแต่ละปีจะมีผลิตภัณฑ์
ใหม่ที่เป็นผลงานวิจัยของ ศูนย์วิจัยโครงการฯ
เสนอต่อ ผู้เข้าชมรวมทั้งแจกเอกสาร
ทางวิชาการเกี่ยวกับ การปลูกพืชเมืองหนาวแก่
ผู้เข้าชมเป็นการเผยแพร่ ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปด้วย .................![]() การจัดงานประจำปี ที่กรุงเทพฯ มีผู้เข้าชมงานวันละประมาณ 10,000 คน ส่วนที่เชียงใหม่มีผู้เข้าร่วมชมวันละประมาณ 7,000 คน จากการประเมินผลการ จัดงานทุกครั้ง ผู้เข้าชมงานแจ้งว่า เมื่อพูดถึงโครงการฯ เขานึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเขาสนับสนุนโครงการของพระองค์ท่านส่วนใหญ่มี ความเห็นว่าผลิตภัณฑ์โครงการฯ มีคุณภาพดี และราคาต่ำกว่าหรือ ใกล้เคียงกับสินค้าอื่น จากผลการประเมินในปี 2538 ผู้เข้าร่วมงานและซื้อผลิตภัณฑ์ เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา 19.4% ลูกจ้างบริษัทร้านค้า 25.1% ข้าราชการ 22.8 % แม่บ้าน 14.7% และมีความเห็นว่านิทรรศการ วิชาการน่าสนใจเป็นประโยชน์ 69.8% |
| กลับไปหน้าแรก | ประวัติความเป็นมา | การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง | Copyright ฉ1996 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved. |