วัตถุประสงค์ของโครงการหลวง

  เพื่อป้องกัน การทำลายป่าต้นน้ำ โดยราษฎรชาวเขา และส่งเสริมการปลูกป่าทดแทน

เพื่อจัดให้ ราษฎรชาวเขาเลิก โยกย้ายที่ทำกินและ การทำลายป่าเพื่อปลูกฝิ่น ซึ่งเป็นการผิด กฏหมาย และให้รู้จักอยู่เป็นหลักแหล่ง โดยดำเนินการจัดหาพันธุ์พืชที่ทดลอง แล้วว่าสามารถปลูกได้ ในสภาพภูมิประเทศและ สภาพภูมิอากาศที่เป็นถิ่นที่อยู่ของราษฎรชาวเขา อีกทั้งเป็นพืชที่ สามารถทำรายได้สูงเท่ากับฝิ่นหรือมากกว่า

เพื่อดำเนินการ ฝึกอบรมราษฎรชาวเขา ให้เข้าใจหลักวิชาการเกษตรที่สูง รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์

เพื่อดำเนินการ ทดลองวิจัยพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ที่จะ สามารถขยายพันธุ์ให้แก่ราษฎร เพื่อนำไปปลูกและเลี้ยง เพื่อเพิ่มพูนรายได้ โดยทำการศึกษาใน ด้านการขนส่งและ ภาวะตลาดด้วย

เพื่อส่งเสริม ในด้านการศึกษา อนามัย และการวางแผนครอบครัวแก่ราษฎรชาวเขา


และได้พระราชทาน เป้าหมายของโครงการฯ ไว้ดังนี้
  ช่วยชาวเขา เพื่อมนุษยธรรม

ช่วยชาวไทย โดยลดการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้ และต้นน้ำลำธาร

กำจัดการปลูกฝิ่น

รักษาดินและ ใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือ ให้ป่าอยู่ในส่วน ที่เป็นป่า และทำไร่ ทำสวน ในส่วนที่ควรเพาะปลูก อย่าให้ส่วนทั้งสอง นี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน
ต่อมาทางโครงการฯ ได้เพิ่มเป้าหมาย อีกข้อหนึ่ง คือ

ผลิตพืชเพื่อเพิ่มประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แก่ประเทศ


นอกจากนี้ยังได้ พระราชทานวิธีดำเนินการ เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังนี้

 

ลดขั้นตอน
คือ จะทำอะไรก็อย่า ต้องให้มีการอนุมัติต่อ ๆ กันไปหลายขั้น อีกนัยหนึ่งให้กระจายอำนาจ

ปิดทองหลังพระ อย่าทำความดี เพื่อเอาไว้อวด

เร็ว ๆ เข้า

ช่วยเขาช่วยตัวเอง

 
ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อ ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ เป็นโครงการหลวงพัฒนาชาวเขาโครงการหลวงภาคเหนือ โครงการหลวง และท้ายที่สุดได้ จดทะเบียนเป็น มูลนิธิโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2535
โครงการหลวงเป็นโครงการที่มีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวโดยพระบารมี ขององค์พระประมุข โครงการฯ จึงเป็นศูนย์รวมของนักวิชาการ ข้าราชการ และเอกชนจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งต่างก็เต็มใจจะเข้ามาร่วมโครงการ ทำงานถวายอย่างไม่ย่อท้อ นอกจากความช่วยเหลือ ภายในประเทศแล้ว ต่างประเทศหลายแห่ง ก็พยายามให้ความ ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะเรื่องยาเสพติด คือ ฝิ่นและเฮโรอีน เป็นปัญหาของคนทั้งโลก





การดำเนินงาน
ที่สำคัญ ที่สุดของโครงการฯ ในระยะเริ่มแรกนั้นก็ คืองานวิจัย เพราะนักวิชาการเกือบทั้งหมด ของมหาวิทยาลัย คุ้นเคยกับพืชที่ ปลูกกันในพื้นที่ข้างล่าง ทั้งสิ้น ไม่เคยศึกษา หรือวิจัยว่าพืชใด ที่มีราคาและ เหมาะสมที่จะปลูก ในที่สูง ให้ผลผลิตที่ จะปลูกทดแทนฝิ่นได้
โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจาก คณะผู้ทำงานเป็นอาสาสมัคร ประกอบด้วยคณาจารย์ ข้าราชการ และ เจ้าหน้าที่ จากหน่วยราชการต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ กรมป่าไม้ กรมพัฒนาที่ดิน กรมประชาสงเคราะห์ การพลังงานแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กองทัพอากาศ กองทัพบก กรมชลประทาน กรมตำรวจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่ง ประเทศไทย สำนักงานเกษตรภาคเหนือ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ปฏิบัติงาน เป็นต้น
งานที่ทำในระยะแรกนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้โครงการฯ ปฏิบัติงานร่วมไปกับโครงการศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสมือนเป็นโครงการ เดียวกัน เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัคร ทำงานด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่เนื่องจากไม่มีข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน วิจัยประจำอยู่ตามสถานีทดลอง จึงได้ร่วมมือกับ ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ประจำ อยู่ตามดอยหลายแห่ง ตำรวจเหล่านี้ล้วนทำหน้าที่ เป็นครูสอนเด็กในโรงเรียน และก็ตั้งบ้านเรือนอยู่บนดอย พูดภาษาชาวเขาได้ เป็นที่รู้จักพึ่งพาอย่างดี ของชาวเขา ตำรวจตระเวนชายแดน ได้ช่วยเหลือในการส่งเสริม การปลูกพืชแก่ชาวเขา และให้ประโยชน์ต่อการ พัฒนางานวิจัยของโครงการ อย่างมาก โดยทำหน้าที่ เหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ ภาคสนามของโครงการ สมัยแรก ๆ แต่เนื่องจากครูเหล่านี้ไม่มีความรู้ด้านเกษตร ทางโครงการจึงให้การอบรม ตำรวจตระเวนชายแดนที่เป็น ครูชาวเขาเอง 16 คน เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ. หม่อมเจ้ากาฬวรรณดิศ ดิศกุล สมุหราชองค์รักษ์ เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงเปิดการอบรมวิชาการเกษตร ในโครงการพระบรมราชานุเคราะห์ ชาวเขาที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการอบรมครั้งแรก โดยมีครูและชาวเขาจาก หมู่บ้าน 17 แห่ง ในจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย และน่าน ผู้ที่มาช่วยสอนก็เป็นคณะ อาสาสมัคร จากหน่วยงานต่าง ๆ หลังจากเสร็จการอบรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเลี้ยงที่ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และพระราชทานมีดสำหรับ ติดตา ต่อกิ่ง และชาวเขา ก็ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน คนละหนึ่งบาท ตามธรรมเนียมของไทย เมื่อได้รับของมีคม

การปฏิบัติงานในสมัยแรก นั้น ประสบความยากลำบากหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนหนทาง การติดต่อสื่อสาร โทรคมนาคม น้ำ ไฟ เมื่อโครงการฯ เริ่มงานขึ้นนั้น ถนนหนทาง และการคมนาคมระหว่างดอยต่าง ๆ เป็นไปอย่าง ยากลำบาก คณะทำงานมัก จะต้องเดินเท้ากันอยู่เสมอ ในการขึ้นลงดอยต่าง ๆ

และการติดต่อสื่อสารจึงขาด ความสะดวก และล่าช้ามาก ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อนุญาตให้โครงการฯ ติดตั้งวิทยุตามดอยต่าง ๆ โดยใช้ข่ายคลื่นวิทยุ ของมหาวิทยาลัยได้ ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ในเรื่องนี้ได้แก่ นายพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสำนัก ส่งเสริมและฝึกอบรม ถึงแม้ในขณะนี้ก็ยังให้ ความช่วยเหลือในเรื่องนี้อยู่เสมอ

เมื่อเริ่มทำงานจะต้องมองหา และคัดเลือกพื้นที่สำหรับ ทำการวิจัย หรือทำการส่งเสริม ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2512 หม่อมเจ้า ภีศเดช รัชนี และคณะทำงานได้ตัดสินใจเลือก บริเวณดอยอ่างขาง เป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการฯ และได้รับ พระราชทานชื่อในเวลาต่อมา ว่าสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ต่อมาก็ได้มีการขยายพื้นที่ การปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น การติดต่อเข้าไปในพื้นที่ ต้องอาศัยเดินเท้าเป็นหลัก ในบางพื้นที่ที่เฮลิคอปเตอร์ สามารถลงจอดได้ ก็จะได้รับการสนับสนุนจาก กองทัพอากาศ ช่วยอำนวยความสะดวก ในการเดินทางของอาสาสมัคร นักวิจัยเป็นประจำทุกต้นเดือน ส่วนการขนส่งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ และเสบียงต่าง ๆ จะได้รับความช่วยเหลือ จากกองพันสัตว์ต่าง กองทัพบก

 


Copyright 1996 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.