ทศวรรษที่ 1
ชาวเขาทำไร่เลื่อนลอย ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อ ปลูกข้าวและฝิ่น ข้าวนั้นปลูกไว้กิน ส่วนฝิ่นนั้น ปลูกเพื่อเป็นยารักษาโรค และขายเป็นรายได้ หลัก แต่ฝิ่นก็เป็นพืชยาเสพติดที่ก่อให้เกิด ปัญหาอันใหญ่หลวง ตราบเท่าทุกวันนี้ ฝิ่น เป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในสภาพที่สูง ทางภาค เหนือ ของประเทศไทย เพราะมีความทน ทาน ต่อความแห้งแล้ง และความหนาวเย็น  เป็นอย่างดี ไม่ชอบฝน ชาวเขาจึงนิยมปลูกกัน  ในระหว่างเดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน  ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูฝน เมื่อเมล็ดงอก และเจริญ ขึ้นมาก็จะได้รับความชื้นในดินเพียงพอที่จะ เจริญเติบโต อย่างเต็มที่ 
จนออกดอกติดผล ในฤดูหนาว ในขณะนั้น อากาศจะแห้ง เหมาะที่จะทำการกรีดผลฝิ่น ให้ยางไหลออกมาแสงแดด และความแห้ง ของอากาศ จะทำให้ยางฝิ่นแห้งเร็ว ชาวเขาก็ จะ ตามมาขูด เอายางไปรวบรวมไว้ เป็นฝิ่นดิบ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยไม่เสีย จึงเหมาะ อย่างยิ่งที่จะเป็นผลิตผลเกษตร ในถิ่นทุรกันดาร ที่ห่างไกลทางคมนาคม แต่ฝิ่นก็มิได้ทำให้ ชาวเขาร่ำรวย เพราะพ่อค้าคนกลาง ให้ราคาต่ำ แต่นำไปขาย ในตลาดโลกราคาสูง ความร่ำรวย จึงตกอยู่ที่ พ่อค้าคนกลาง ส่วนชาวเขามีความ ยากจน ข้นแค้นเหมือนเดิม

ในปี พ.ศ. 2502 ในสมัยรัฐบาลของ จอม พล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีคำสั่งคณะปฏิวัติให มี การปราบยาเสพติด อย่างจริงจัง ฝิ่นเป็น พืช ที่ให้ยาเสพติด ที่ร้ายแรง การปลูกฝิ่น ซึ่ง เป็นต้นตอการผลิตยาฝิ่นจึงถูกกำจัด ออกไป ด้วย ชาวเขาที่ทำการ ปลูกฝิ่นเป็น ผู้ที่อยู่ใน  ท้องที่ทุรกันดาร ติดฝิ่นกันเป็นส่วนมาก การ แก้ปัญหา ที่จะให้ชาวเขา เลิกการปลูกฝิ่น  จึงเป็นปัญหาที่ ละเอียดอ่อน และประการสำคัญ ก็คือ จะต้องทำให้ชาวเขา มีรายได้ทดแทน  รายได้จากการ ปลูกฝิ่น และไม่เคลื่อนย้าย  ทำลายป่าด้วยการ ทำไร่เลื่อนลอย การปลูกไม้ผล จึงนับว่าจะช่วยแก้ปัญหา ดังกล่าวได้ 
แต่ในขณะนั้น (ระหว่าง พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2508) ทางราชการ ยังไม่มีวิธีการ ที่จะปลูก พืชทดแทน การปลูกฝิ่น ชาวเขาที่ปลูกฝิ่น  อยู่เป็นประจำ ทำผิดกฎหมาย และมีการค้า ฝิ่นเถื่อนอีกด้วย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น ปัญหา ของฝิ่นแปรรูป เช่น เฮโรอีน เป็นปัญหาต่อ สังคมโลก ขณะที่ประเทศไทย กำลังเผชิญ กับปัญหา ดังกล่าวนั้น และถึงแม้ว่า ทางราช การจะพยายาม อย่างเต็มที่ ที่จะหาทางแก้ ปัญหา แต่เนื่องจากความไม่พร้อม และความ ไม่คล่องตัว ของระบบราชการ จึงทำให้ โครงการต่าง ๆ ดำเนินไป อย่างเชื่องช้า



ในการเสด็จ พระราชดำเนินแปร พระราชฐาน ไปประทับแรม ณ พระตำหนัก ภูพิงค์ราชนิเวศน์  จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมานั้น พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเยี่ยม ราษฎร ชาวเขา ในพื้นที่ต่าง ๆ ในเขต จังหวัดภาคเหนือ ได้ทอดพระเนตร เห็นการทำลายป่าตามยอดเขา เพื่อปลูกฝิ่น และ ทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งนอกจาก จะเป็นการละเมิดกฏหมายแล้ว ยังเป็นการทำลาย ป่าต้นน้ำลำธาร อัน เป็นบ่อเกิดของ แม่น้ำสายสำคัญ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อีกด้วย
ฉะนั้นถ้าไม่หาทางหยุด ยั้งการทำลาย
ป่า ได้แล้ว ผลเสียหายที่เกิดขึ้น ตามมาใน
อนาคต จะประมาณมิได้ การลักลอบปลูก
ฝิ่นก็เป็นปัญหา ที่สำคัญ และควรหาทาง
แก้ไข โดยเร่งด่วน เพราะมีเสียงวิพากษ์
วิจารณ์ว่า ชาวเขามีอภิสิทธิ์ ในการละเมิด
กฎหมาย  บ้านเมือง ทั้ง ๆ ที่อพยพเข้ามา 
ในประเทศไทย โดยผิดกฎหมาย อยู่แล้ว 
เพราะไม่มีสัญชาติ และปราศจาก 
เอกสารการเข้าเมือง แต่อย่างใด 

เมื่อทางเจ้าหน้าที่ กวดขันและใช้
มาตราการรุนแรง ทำการจับกุม และ
ปราบปราม ก็ทำให้ ชาวเขา บางกลุ่ม 
จับอาวุธ ขึ้นต่อต้าน โดยถูกยุแหย่ ว่าถูก
รัฐบาลกดขี่ข่มเหง บางกลุ่มได้ถูก
ชักชวน ให้ร่วมกับผู้ก่อการร้าย 
คอมมิวนิสต์ทำการบ่อนทำลาย 
ประเทศชาติ 
อนึ่ง ฝิ่นที่ผลิต ได้จะถูกลักลอบ ส่งออกไป
นอกประเทศ เพื่อผ่านกรรมวิธี แปรรูปเป็น ยา เสพติดชนิดต่าง ๆ และส่วนหนึ่ง ส่งเข้ามาทำ ลาย เยาวชน ในประเทศไทย ทำให้ภาพพจน์ ของประเทศเสียไปโดยปริยาย เพราะว่าเป็นที่ ทราบกัน อย่างแพร่หลายว่า ดินแดนที่ปลูกฝิ่น ในเอเซียอาคเนย์ นั้น มีประเทศไทย รวมอยู่ด้วย อันอาจทำใ ห้ ต่างประเทศ เข้าใจว่า รัฐบาล ไทย มิได้สนใจดำเนินการ อย่างหนึ่งอย่างใด กับปัญหานี้เลย
 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นถึงปัญหา ที่เกิดขึ้นและพยายาม จะแก้ไข
ปัญหา ดังกล่าวจึงทรงมีพระราชดำริว่า ถ้าจะให้ชาวเขา เลิกปลูกฝิ่นก็ต้อง หาพืชอื่น ที่ขายได้
ราคาดีกว่า และมีความเหมาะสมที่จะปลูกในที่สูง มาให้ชาวเขาปลูกทดแทน เป็นรายได้เสีย
ก่อน จึงจะสามารถเลิกปลูกฝิ่นได้ ในเบื้องต้น ทรงมอบให้หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับ
สนอง พระราชประสงค์ หม่อมเจ้าภีศเดช จึงได้ชักชวนให้หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร 
วรวรรณ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมงานด้วย ต่อจากนั้น ก็ได้มีการชัก
ชวน ให้อาจารย์ท่านอื่น ๆ มาร่วมงานมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการ พระบรม
ราชานุเคราะห์ชาวเขา ขึ้นในปี พ.ศ. 2512 เพื่อหาทางแก้ไข ปัญหาดังกล่าว การดำเนินงาน
ต่างๆ ของโครงการฯ จึงดำเนินไป ในแนวทางเดียวกัน เพื่อสนองแนวพระราชดำริ พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดัง พระราชดำรัส ที่พระราชทาน ในโอกาสที่ทรง เยี่ยมคณะ
เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2517 ว่า 
  
 

 

| กลับไปหน้าแรก |ประวัติความเป็นมา | การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง |
| ผลผลิตของมูลนิธิโครงการหลวง | สู่ความสำเร็จ | สถานที่ทำงาน |
| แผนภูมิโครงการหลวง |
 
Copyright 1996 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.