นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวเขาบ้านดอยปุย ทอดพระเนตรเห็นชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำริและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งโครงการหลวง เมื่อ พ.ศ. 2512 เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเขา ลดการปลูกฝิ่น และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร โดยมีพระประสงค์เพื่อช่วยเหลือราษฎรชาวไทยภูเขาในท้องถิ่นทุรกันดารและยากจน จากการดำรงชีวิตด้วยการทำไร่เลื่อนลอย และการปลูกฝิ่น ให้หันมาปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้ทดแทน รวมทั้งการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร 

     ระยะเริ่มแรกเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฏรชาวเขา ได้พระราชทานอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค รวมทั้งพระราชทานพันธุ์พืชชนิดต่างๆ และหมูพันธุ์ลูกผสม ต่อมาได้มีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ กรมวิชาการเกษตร กรมประชาสงเคราะห์ และหน่วยงานต่างๆ เดินทางไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรชาวเขาในหมู่บ้านต่างๆ ประจำทุกสัปดาห์ เพื่อจัดทำแปลงสาธิตการเกษตร และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรด้านต่างๆ รวมทั้งให้การฝึกอบรมเกษตรกรชาวเขาในการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ 

     ต่อมา เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำรัส เรื่องช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขา ความว่า

    "เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถที่จะเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้ของเขาเอง ที่มีโครงการนี้ จุดประสงค์อย่างหนึ่งก็คือ มนุษยธรรม หมายถึง ให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร สามารถที่จะมีความรู้และพยุงตัว มีความเจริญก้าวหน้าได้ อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือ ปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าสามารถช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างเขาจะเลิกปลูกยาเสพติดคือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการปลูกฝิ่นและการค้าฝิ่น ได้ผลดี อันนี้ก็เป็นผลอย่างหนึ่ง ผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขา ตามที่รู้เป็นผู้ที่ทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยชาวเขา ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่ดีกินดี และปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ เพราะถ้าสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จ ให้เขาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถที่จะมีความอยู่ดีกินดีพอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก"

      พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ วัตถุประสงค์ รวมถึงเป้าหมายของการทำงานของโครงการหลวงที่ชัดเจน ต่อมาหม่อมเจ้ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงอธิบายถึงวิธีการทำงานของโครงการหลวงใว้ในหนังสือประพาสต้นบนดอยว่า โครงการหลวงทำงานครบวงจร ประกอบด้วย

    1. การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้เกิดความชัดเจนของพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่นๆ

     2. การปลูกป่าในพื้นที่ส่วนที่ควรเป็นป่า เช่น การปลูกป่าชาวบ้าน ตามแนวพระราชดำริป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

     3. การทำการเกษตรภายใต้ระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมทั้งการพัฒนาพื้นฐาน ได้แก่ ระบบชลประทาน รวมถึงการปรับปรุงถนนระหว่างหมู่บ้านสำหรับการขนส่งผลผลิตต่างๆ ไปสู่ตลาด

     4. การวิจัย ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการปลูกพืชเขตหนาวทุกชนิดเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ผลจากการวิจัยได้นำไปส่งเสริมต่อเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาคนด้านการศึกษาและสาธารณสุข เพื่อช่วยเขาให้ช่วยตนเอง

     5. การขนส่ง การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการตลาด เพื่อนำผลผลิตของเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภค

        พ.ศ. 2521 โครงการหลวงได้เริ่มดำเนินการพัฒนาเป็นพื้นที่ โดยตั้งเป็นโครงการหลวงเพื่อพัฒนาในหมู่บ้านต่างๆ การดำเนินงานอาศัยทุนจากพระราชทรัพย์พระราชทาน และงบประมาณสนับสนุนจากมิตรประเทศ เช่น กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา และไต้หวัน เป็นต้น

      ปัจจุบันโครงการหลวงได้ให้การส่งเสริมและพัฒนาในพื้นที่ชุมชนชาวเขาซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูง เรียกว่าศูนย์พัฒนาโครงการหลวง มีจำนวน 38 แห่ง แต่ละศูนย์ฯครอบคลุมพื้นที่แห่งละ 5-20 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และพะเยา มีประชากรชาวเขาเผ่าต่างๆ 13 เผ่าและชาวไทยที่อยู่อาศัยบนพื้นที่ภูเขาได้รับประโยชน์ รวม 37,561 ครัวเรือน จำนวนประชากร 172,309 คน

ประชากรเป้าหมาย

      ประชากรบนพื้นที่สูงในปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลายมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต กล่าวคือ ประชากรที่อยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่สูง ในปัจจุบันมืได้เป็นแต่เพียงชาวไทยภูเขาเท่านั้น แต่หมายรวมถึง คนไทยเชื้อสายจีนที่อพยพลี้ภัยสงครามจากประเทศจีน คนไทยพื้นราบที่ขึ้นไปตั้งถิ่นฐานและประกอบธุรกิจบนพื้นที่สูง ทั้งด้านการเกษตร และการท่องเที่ยว จากการเปลี่ยนแปลงของประชากรซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาพื้นที่สูง ส่งผลต่อการพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สูงให้เหมาะสม เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของประชากร ส่งผลต่อระดับความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ เช่น ที่ดินเพื่อยู่อาศัยและทำกิน ทั้งยังส่งผลต่อระดับความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ในชุมชน ซึ่งมีผลเกี่ยวพันถึงขีดความสามารถในการดูดซับมลภาวะของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดังกล่าว หากมองในด้านโครงสร้างอายุของชาวเขาที่ยังอยู่บนพื้นที่สูงจะพบสัดส่วนของคนแก่และเด็กมากขึ้น ในด้านระดับการศึกษาจะพบว่ามีผู้จบการศึกษาระดับประถมและมัธยมเพิ่มมากขึ้น ชาวเขาส่วนใหญ่เขียนอ่านภาษาไทยได้ บางคนมีการศึกษาระดับปริญญา หลายคนที่เป็นผู้นำท้องถิ่นมีความคิดอ่านที่ทันสมัยก้าวหน้า ความแตกต่างระหว่างบทบาทชายหญิงมีช่องว่างน้อยลง และที่สำคัญสุขอนามัยที่ดี ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของชาวเขาเพิ่มขึ้น 

ที่ตั้งและจำนวนประชากรของศูนย์พัฒนาโครงการหลวง พ.ศ. 2554
                 
ลำดับ จังหวัด ศูนย์ฯ อำเภอ จำนวน กลุ่มบ้าน กลุ่มบ้าน จำนวน จำนวน
กลุ่มบ้าน

(แผนแม่บทสถาบันฯ)

(ศูนย์นำเสนอ) ครัวเรือน ประชากร (คน)
1 เชียงใหม่ แกน้อย เชียงดาว 15 13 12 852 6,545
2 เชียงใหม่ ขุนแปะ จอมทอง 14 14 4 631 2,623
3 เชียงใหม่ ขุนวาง แม่วาง 11 7 4 474 2,099
4 เชียงใหม่ ตีนตก แม่ออน 32 32 5 924 2,354
5 เชียงใหม่ ทุ่งเรา สะเมิง 3 3 3 303 1,677
6 เชียงใหม่ ทุ่งเริง หางดง 7 7 3 716 2,893
7 เชียงใหม่ ทุ่งหลวง แม่วาง 12 12 11 992 5,897
8 เชียงใหม่ ปางดะ สะเมิง 14 14 13 2,108 5,563
9 เชียงใหม่ ปางอุ๋ง แม่แจ่ม 25 17 8 1,104 5,863
10 เชียงใหม่ ป่าเมี่ยง ดอยสะเก็ด 24 24 10 873 2,203
11 เชียงใหม่ ม่อนเงาะ แม่แตง 18 18 7 776 2,765
12 เชียงใหม่ แม่โถ ฮอด 11 11 5 1,095 6,372
13 เชียงใหม่ แม่ทาเหนือ กิ่งอำเภอแม่ออน 20 20 14 2,183 7,437
14 เชียงใหม่ แม่สะป๊อก แม่วาง 12 12 6 383 1,289
15 เชียงใหม่ แม่สาใหม่ แม่ริม 5 5 5 468 3,494
16 เชียงใหม่ แม่หลอด แม่แตง 5 4 5 188 578
17 เชียงใหม่ แม่แพะ สะเมิง 8 10 8 459 1,738
18 เชียงใหม่ แม่แฮ แม่แจ่ม 24 24 12 770 4,136
19 เชียงใหม่ วัดจันทร์ กัลยานิวัฒนา 21 19 11 1,920 6,767
20 เชียงใหม่ หนองเขียว เชียงดาว 5 5 5 760 4,101
21 เชียงใหม่ หนองหอย แม่ริม 6 6 5 371 2,694
22 เชียงใหม่ หมอกจ๋าม แม่อาย 15 15 9 2,676 17,933
23 เชียงใหม่ ห้วยลึก เชียงดาว 6 4 6 594 2,462
24 เชียงใหม่ ห้วยส้มป่อย จอมทอง 15 15 3 545 2,368
25 เชียงใหม่ ห้วยเสี้ยว หางดง 14 14 9 998 3416
26 เชียงใหม่ อ่างขาง ฝาง 9 5 9 1,083 5,391
27 เชียงใหม่ อินทนนท์ จอมทอง 26 26 27 1,656 7,035
28 เชียงราย แม่ปูนหลวง เวียงป่าเป้า 11 11 8 748 3,380
29 เชียงราย ผาตั้ง อ.เวียงแก่น 4 4   664 2,591
30 เชียงราย สะโงะ เชียงแสน 7 7 6 636 3,340
31 เชียงราย ห้วยน้ำขุ่น แม่สรวย 27 22 8 1,765 7,335
32 เชียงราย ห้วยน้ำริน เวียงป่าเป้า 7 6 7 370 1,658
33 เชียงราย ห้วยโป่ง เวียงป่าเป้า 15 15 11 1,123 3,514
34 เชียงราย ห้วยแล้ง เวียงแก่น 10 10 13 1,985 10,879
35 แม่ฮ่องสอน แม่สะเรียง แม่สะเรียง 12 12 5 731 3,231
36 แม่ฮ่องสอน แม่ลาน้อย แม่ลาน้อย 13 13 6 960 5,242
37 พะเยา ปังค่า ปง 6 7 3 475 2,699
38 ลำพูน พระบาทห้วยต้ม ลี้ 11 13 11 2,202 10,747
รวม       500 476 297 37,561 172,309
        กลุ่มบ้าน     ครัวเรือน คน

 

ที่ตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวง

โครงสร้างงานพัฒนาของโครงการหลวง ประกอบด้วย

    1. กลุ่มศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 38 แห่ง

    2. กลุ่มงานพัฒนาและส่งเสริมการผลิต

    3. ศูนย์อารักขาพืช

    4. กลุ่มงานพัฒนาการศึกษา สังคม และสาธารณสุข ประกอบด้วยงานสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านสังคมและสาธารณะสุข

ลักษณะหรือแนวทางการดำเนินงานของกลุ่มงานต่างๆ ด้านการพัฒนาของโครงการหลวง มีดังนี้

1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง

    แนวทางการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวง มีดังนี้

    1) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนการใช้ที่ดินรวมถึงการปลูกพืชภายใต้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม รวมถึงการปลูกป่าชาวบ้านเพื่อเป็นไม้ใช้สอยสำหรับครัวเรือน(ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง) และการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร

    2) อาศัยผลงานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อสร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรเป้าหมาย ปัจจุบันเน้นการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย ทั้งมาตรฐานระบบการเพาะปลูกที่ดี (GAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร  มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมาตรฐาน GLOBAL.GAP ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภับระดับนานาชาติ

    3) การวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับการตลาด โดยมีศูนย์ผลิตผลโครงการหลวงเป็นกลไกในการประสานแผนการดำเนินงาน การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการควบคุมคุณภาพและผลผลิต

    4) สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร ทั้งด้านการประกอบอาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

     5) ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและชุมชนในการบูรณาการพัฒนาด้านต่างๆอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านเศรฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

มูลนิธิ โครงการหลวงได้กำหนดยุทธศาสตร์ของศุนย์พัฒนาโครงการหลวง ดังนี้

     1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาอาชีพจากฐานความรู้ ประกอบด้วย 5 แผนงาน ดังนี้

         แผนงานที่ 1 พัฒนางานทดสอบและสาธิต

         แผนงานที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพภาคการเกษตร 

         แผนงานที่ 3 ฟื้นฟูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

         แผนงานที่ 4 ส่งเสริมการท่องเที่ยวโครงการหลวง          

         แผนงานที่ 5 สร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ

    2. ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนและชุมชน  ประกอบด้วย 3 แผนงาน ดังนี้

        แผนงานที่ 1 ส่งเสริมการพัฒนาคนในชุมชนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้

        แผนงานที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรชุมชน

        แผนงานที่ 3 พัฒนาศักยภาพชุมชนในการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด

    3. ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ประกอบด้วย 4 แผนงาน ดังนี้

        แผนงานที่ 1 ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ

        แผนงานที่ 2 ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน

        แผนงานที่ 3 รณรงค์การลดการใช้สารเคมีและเฝ้าระวังการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม

        แผนงานที่ 4 ส่งเสริมการปลูกป่าชาวบ้านและการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร

    4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการผลิตและตลาด  ประกอบด้วย 2 แผนงาน ดังนี้

        แผนงานที่ 1 วางแผนและการจัดการผลผลิต

        แผนงานที่ 2 พัฒนาและควบคุมคุณภาพผลผลิต

    5. ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ  ประกอบด้วย 2 แผนงาน ดังนี้

        แผนงานที่ 1 สร้างประสิทธิภาพศูนย์การเรียนรู้ (Knowledge Center)

        แผนงานที่ 2 พัฒนาระบบการบริหารจัดการ

2. ศูนย์อารักขาพืช

    ศูนย์อารักขาพืช เป็นหน่วยงานสำคัญของมูลนิธิโครงการหลวง ที่ดำเนินงานวิจัยและถ่ายทอดความรู้ด้านอารักขาพืช เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวง รวมถึงการเฝ้าระวังและการตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิตต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืช และต่อสิ่งแวดล้อม

    มูลนิธิโครงการหลวงมีนโยบายไม่ใช้สารเคมีเพื่อปราบศัตรูพืช นอกจากจำเป็นจริงๆ จึงมีงานป้องกันและกำจัดศัตรูพืชพร้อมทั้งห้องปฏิบัติการเพื่อควบคุมการใช้สารเคมีเหล่านั้น

   หน้าที่สำคัญของงานป้องกันและกำจัดศัตรูพืชคือ การส่งเจ้าหน้าที่ด้านแมลงและโรคพืชไปตรวจเยี่ยมศูนย์ต่างๆ อยู่เสมอ ซึ่งศูนย์เหล่านี้จะปลูกผัก ไม้ดอก และไม้ผลต่างๆ และเมื่่อทางศูนย์พบปัญหา จะส่งตัวอย่างพืชที่มีอาการเหล่านั้นให้กับเจ้าหน้าที่ของงานป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เพื่่อให้คำแนะนำวิธีการกำจัดรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้นงานนี้จึงเป็นเสมือนคลีนิครักษาโรค ซึ่งเป็นการควบคุมให้ใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและเคร่งครัด รวมถึงการควบคุมการการเฝ้าระวังการตรวจสอบสารตกค้างก่อนเก็บเกี่ยว และการตรวจสอบสารตกค้างหลังการเก็บเกี่ยว

3. กลุ่มงานพัฒนาและส่งเสริมการผลิต

   กลุ่มงานพัฒนาและส่งเสริมการผลิต มีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวง โดยนำผลงานวิจัยไปถ่ายทอดต่อเจ้าหน้าที่และเกษตรกร การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมแก้ใขปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ศูนย์และเกษตรกร การนำปัญหาที่เกิดขึ้นไปสู่การวิจัยเพื่อแก้ใขปัญหาในระยะยาว  การประสานการจัดทำแผนการผลิตและการตลาด รวมถึงการติดตามและประมาณการผลผลิตที่จะนำออกจำหน่ายสูตลาด

4. งานพัฒนาการศึกษาและสังคม สาธารณสุข

    มูลนิธิโครงการหลวงมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเอง ตามแนวพระราชดำริ "ช่วยเขาเพื่อให้ช่วยตนเอง" โดยอาศัยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงาน รวมถึงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น การรักษาวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของชนเผ่าต่างๆ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อต่อต้านการแพร่ระบาดของยาเสพติด ขอบเขตงานด้านพัฒนาสังคมและสาธารณะสุขของชาวเขาจึงกว้างขวาง เกี่ยวข้องกับเด็กๆ แม่บ้าน พ่อบ้าน และชุมชนของชาวเขาโดยรวม การดำเนินงานในด้านนี้ได้อาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน และที่สำคัญคือกระบวนการมีส่วนร่วมของตัวชาวเขาเอง ได้แก่

     - สนับสนุนพัฒนาการศึกษาและสังคม ให้แก่เด็กด้อยโอกาส และขาดแคลน  ส่งเสริมการพัฒนาความเข้มแข็งของเยาวชน เพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำ รวมถึงส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพแก่เยาวชน สตรี และกลุ่มแม่บ้าน

     - สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มประชาอาสา ซึ่งเป็นอาสาสมัคร ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ และเภสัชกร ในการเยี่ยมเยียนเพื่อให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น และการพัฒนาสาธารณสุขมูลฐาน

     - เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดของชุมชน โดยเน้นการให้ชุมชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน และส่งผลให้เกิดการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

     - การส่งเสริมการฟื้นฟูและอนุรักษ์งานหัตถกรรมของชาวเขาชนเผ่าต่างๆ ได้ แก่ การศึกษา และรวบรวมองค์ความรู้งานด้านหัตถกรรมของชนเผ่าต่างๆ การฟื้นฟูและถ่ายทอดความรู้จากผู้รู้รุ่นอาวุโสสู่รุ่นเยาว์ การส่งเสริมผลิตงานหัตถกรรมการจำหน่ายเป็นของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวและสู่ตลาดทั่วไป เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่ครัวเรือน

     - การเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มพึ่งตนเองในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดำเนินงานโดยการรวมกลุ่มของประชนเป้าหมายในการประกอบกิจกรรมด้านต่างๆร่วมกัน โดยการประสานงานและสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น อาทิเช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้าน สหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์ และกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น 

     - การสนับสนุนการเตรียมพร้อมของชุมชนเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ที่สำคัญได้แก่ การสร้างความเข้มแข็งของกรรมการชุมชนเพื่อการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาสิ่งแวดล้อมด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาเยาวชน การพัฒนาไก้ดท้องถิ่น การส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสร้างมาตรฐานร้านอาหารสะอาดและถูกสขอนามัย และมาตรฐานที่พักในชุมชน รวมถึงการประสานงานกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น

 5. การฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

      งานด้านการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของโครงการหลวง เน้นการดำเนินงานที่สนับสนุนให้ประชากรเป้าหมายมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเป็นหลัก ด้วยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยวัสดุท้องถิ่น โดยการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก การปลูกปุ๋ยพืชสด การอนุรักษ์ดินและน้ำโดยการปลูกหญ้าแฟก การปลูกป่าชาวบ้าน ป้องกันการบุกรุกป่า การป้องกันไฟป่า และการปลูกป่าฟื้นฟูต้นน้ำลำธารเป็นต้น

      รายละเอียดการดำเนินงานด้านต่างๆ มีดังนี้.....(ดูรายละเอียด)